ผู้เขียน หัวข้อ: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"  (อ่าน 28904 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 1,698
  • มือถือ 21491911 59591911
"เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
« เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:21:39 11:21 »
  • Publish
  • ตอนที่ 1  “ เด็กวัด”
    />
    />.......วัดแรกในชีวิต โน่นครับ สามสิบกว่าปีล่วงมาแล้ว  ผมถูกฝากให้มาอยู่วัดร้าง นามว่าวัด”เป็ดทอง”มีพระองค์เดียวเคร่งมากๆ นามหลวงตา ฮวด...........  วันๆ เอาแต่นั่ง วิปัสสนา กรรมฐาน ตัวท่านเองหูตึง ลิ้นไก่สั้นพูดช้าไม่ค่อยชัด วัดนี้เป็นวัดร้างเก่าแก่เหมือนๆวัดร้างทั่วไปที่โดนเผาทำลายช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา......ห่างจากแม่น้ำป่าสัก ประมาณสองกิโลเมตร ซากเจดีย์เก่าปรักหักพังมีอยู่ทั่วไป...... ตัวโบสถ์เก่ามีแต่ซากพื้นโบสถ์ จุดที่น่ากลัวที่สุดก็คือเจดีย์เก่าไม่มียอดแหลมแต่มีต้นมะกอกแทงต้นออกมาแทน......... พร้อมด้วยต้นพุทราที่ขึ้นอยู่กระจายไปทั่วต้นใหญ่ปกคลุมมืดไปทั่ว........ดูแล้วขนลุกโธ่ผมเป็นเด็กอายุ 9-10 ขวบ เท่านั้น( และผมก็ไม่เคยกลัวผีครับ)...........
    />
    />.................ที่ถูกฝากมาอยู่กับพระวัดร้างนี่ก็เพราะความแก่นซนของตัวผมเองยิ่งถูกท้าว่าอยู่ไม่ได้ยิ่งไม่ยอม (จากเพื่อนๆ)  ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ มานั่งทำวัตรเช้า .....กางหนังสือเจ็ดตำนาน ท่องตามที่หลวงตาบอก เล่นซะครบทุกบท ทุกตอน   ทุกวรรค.......  แสนจะง่วงนอนท่องตามหลวงตาอยู่ทุกเช้ามืด กว่าจะเสร็จก็นั่งสัปหงกไปหลายรอบโดนหลวงตาเขกหัวไปหลายที ........... กว่าจะออกบิณฑบาตร ก็ตีห้ากว่า เส้นทางเดิน ต้องผ่านป่าช้าอีกวัดหนึ่ง ชื่อว่าวัดชุมแสง......  ป่าช้าวัดนี้ สมัยนั้นยังไม่มีเมรุเผาศพ มีแต่กองฟอน ก่อเป็นปูนสอบสูงสองด้าน เวลาเผาก็ยกโลงศพวางด้านบน ตอนเดินผ่าน.........ในครั้งแรกที่แม่พามาอยู่กับหลวงตามาตอนเช้าๆ ก็ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่  แต่พอมันเป็นเช้ามืดวันแรกที่ออกบิณฑบาต กับหลวงตานี่ซิ ...โอยยยย......สุดยอดของความปอดแหกเลย ไม่กลัวหรอกผี แต่มันปอดความมืด อยากเลิกอยู่วัดเลยละ.....นี่ขนาดเป็นคนไม่กลัวผีเลยนะ..............................
    />
    />....... ....ป่าช้ามันมีต้นยางใหญ่ๆเป็นหลายสิบต้นมองผ่านขึ้นไปไม่เห็นท้องฟ้า บรรยากาศแสนจะน่าวิ่ง .......สารภาพเลยครับ เกาะก้นหลวงตาแน่นเลย  เดินผ่า( ผ่ากลางเลย)ป่าช้าแล้วก็ต้องลงท่าน้ำของวัดชุมแสง  ตะโกนเรียกเรือจ้างอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ชื่อตาฮุย..........ให้มารับข้ามฟาก  พอข้ามฟากได้แล้วก็ต้องเดินครับอีกประมาณ สามกิโลเมตร ผ่านบ้านแต่ละซอยๆ และก็ต้องผ่านซอยบ้านผมด้วย.........ผ่านโรงเรียนที่ผมเรียน ผ่านโรงหนังประจำท้องถิ่นถึงสี่แยก  เลี้ยวซ้าย ไปอีกห้าร้อยเมตรก็ถึงตลาดเทศบาล...แล้วก็เดินต่ออีก จนถึงเขตตัวโรงงานปูนซิเมนต์ไทยตราช้าง.........  รวมระยะทางไปกลับของการออกรอบ ประมาณ สิบกิโลเมตร เกินขาดบ้างเล็กน้อย.............
    />
    />..............ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่า วัดใหญ่ๆ ทำไมไม่ไปอยู่   ก็เพราะหลวงตาท่าน  ถูกลือว่าให้หวยแม่นน่ะซีครับ   แม่ผมถึงมาฝากให้อยู่ด้วย  โธ่..ยายจัน  แม่ผมสมัยนั้น  บ้าหวยเอามากๆ  ตามเส้นทางบิณฯ  ประกอบด้วยเจ้าประจำทุกวัน  ล้วนแล้วแต่เอ่ยถาม มีอะไรดีๆบ้างจ๊ะ หลวงตา  ไอ้หนูล่ะมีเลขอะไรเด็ดๆ ของหลวงตา บอกยาย บอกป้าบ้างนะโว้ย  หลวงตาจะขยับทำอะไรเป็นเลขไปหมด...........กรรมเลยตกมาอยู่กับผม   เราคิดอย่างเดียวอยู่วัดสนุกกว่าเยอะแยะ  ของกินเพียบ  และมันก็จริงครับ   ผมเป็นเด็กตัวเล็กๆ ผอมกระหร่อง แต่เวลาออกบิณฯ   ต้องใช้ย่ามสองอันครับ  สะพายเฉียงเลย  สิ่งที่เกลียดที่สุดเลย คือ ฤดู ผลไม้หนักๆ ครับ อย่างเช่น  มะม่วง แตงโม  ละมุด  ชมพู่  คิดดูนะครับ.....เด็กแปดเก้าขวบจะแบกน้ำหนักไว้บนบ่าได้ซักเท่าไหร่กันเชียว................................
    />
    />...........  บ้านแรกใส่มะม่วง อกร่องสามลูก บ้านที่สองอีกสองลูกสามลูก  และกว่าจะครบเส้นทางปาเข้าไปกี่ลูกคิดดูเถอะครับ  ผมก็ต้องไขว้  ใส่ย่ามซ้ายขวา สลับกันไป ให้มันสมดุลย์กัน  กว่าจะกลับถึงวัดซอกคอช้ำเลย............. ไหล่แทบพัง ต้องแวะข้างทางปลดวางพักไหล่อีกหลายรอบ   และอีตอนขากลับมันต้องลงท่าน้ำ แล้วก็ขึ้นท่าน้ำอีกฝั่ง ตอนขึ้นนี่แหละปัญหาใหญ่  บางทีต้องถ่ายของให้เบาลง  ท่าน้ำก็ชันดีซะด้วย ดินก็ร่วนๆ  แต่ดีที่ตอนไปอยู่วัดนี้เป็นฤดูร้อน ปิดเทอมใหญ่ 2 เดือนครึ่งครับ................. เวลาขนก็ทยอยขนขึ้นทีละน้อยๆ  หลวงตาก็เหงื่อชุ่มจีวรไปเลย  เวลาจ่ายค่าจ้างเรือข้ามฟากให้ตาฮุย ก็จ่ายเป็นแกงถุงที่ได้มานั่นแหละ  ของหวานสองห่อ  ผลไม้ ครบสูตร เป็นอย่างนี้ทุกวัน.............  และแล้วเมื่อกลับถึงวัดในมื้อแรก กะว่าจะฟาดให้อร่อยเต็มคราบ  กลับต้องผิดหวังครับ  เพราะหลวงตาแกฉันท์ สำรวมครับ  แกเล่นเททุกอย่างที่ขวางหน้าลงบาตรพระ  เสร็จการฉันท์ของท่านแล้ว  ก็ผลักมาให้ผมแบ่งใส่จานสังกะสีพร้อมกับบอกว่า กินซะ ผมนี้ตาเหลือกเลย  คิดในใจ “ จะแ.... เข้าไป ยังไงวะ   “ มันไม่เป็นอย่างที่คิดเลยครับไม่กินก็ต้องกิน.....  ทั้งที่เหลืออยู่ในย่ามอีกเพียบปรากฏว่า อ้วกแตกเลยครับมื้อแรก.............ครับยังมีต่อ..เล่าให้ลูกสาวฟังก็แบบนี้แหละครับ.........................................................................................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:23:15 11:23 »
  • Publish
  • ตอนที่ 2  “ เด็กวัด “
    />
    />............... ความจริงแล้วหลวงตาแกแกล้งครับ เห็นว่าผมเป็นคนซนคนดื้อ  เลยจะเข่นไว้ก่อน ยังครับลายยังไม่ออกครับ  ผ่านมื้อแรกไปเข็ดอ้วกแตกเลย อะไรก็ไม่รู้กินเข้าไปได้  หลวงตาแกฉันท์มื้อเดียวครับ ที่เหลือฮะฮ้าเสร็จกระผมเรียบ เต็มๆสองย่ามเพียบอะไรจะสมบูรณ์ขนาดนี้...... อยู่กับแม่ยังไม่ได้กินของดีๆมากมายแบบนี้เลยเรื่องจริงครับ เพราะบ้านผมลูก 6 คน ผมคนที่ 5 มีพี่ชายแค่คนเดียวนอกนั้นหญิงล้วนๆ  และผมก็ต่างกับพี่ชายคนละขั้วเลย  เขาเรียนเก่งเรียบร้อยชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ ฟังเพลงฝรั่ง ตอนที่ผมอยู่วัดผมอยู่ ป.5  เขามาอยู่ กทม.แล้ว  แก่กว่าผมสิบปี ไม่ค่อยได้สุงสิงกันเท่าไหร่  พ่อผมก็ทำงานในโรงงานเหล็กสยามในสมัยนั้น  ติดกับโรงปูนนั่นแหละ  ค่าแรงได้มาก็ต้องเลี้ยงลูกตั้งหกคน ไม่รู้เลี้ยงได้ไงเก่งจริงๆพ่อ..........................
    />
    />........... บอกเลยครับไม่อายตอนนั้น ผมไม่ได้ใส่กางในเลย  ขอพ่อซื้อกางเกงในพ่อยังไม่ให้เลย  กางเกงขาสั้นที่ใส่ตอนปิดเทอม มีอยู่สองตัว ตัวแรกกางเกงนักเรียนแบบโหลๆ ที่เด็กบ้านนอกเขารับแจกกันนั่นแหละ  ใส่เก่าขาดแล้วก็ปะ  ปะแล้วก็ปะอีกจนเป็นรูปใบโพธิ์..........หนาสามชั้นจึงจะเอาตูดอยู่ ตัวที่สองกางเกงบอลครับ  ก็คือกางเกงที่เขาใส่เล่นฟุตบอลนั่นแหละ สมัยโน้นกางเกงบอลจะออกฟิตๆ.... ขอบกางเกงจะเป็นยางยืด แต่ขาใหญ่กว้าง  นั่งทีไอ้จู๋ลอดออกมากอง ได้ล้อกัน ไอ้นี่เม็ดดำ เม็ดด่าง  ทองแดงหรือเปล่าวะว่ากันสนุกปากไป.....ส่วนเสื้อก็ใส่เสื้อยืดโหลๆทีขายตามตลาดนัดนั่นแหละ....  ต่อเรื่องกินครับ นอกจากผมแล้ว ยังมีสมุนหมา อีกสี่ตัว.........
    />
    />............. จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่ตัวที่จำได้แม่นยำคืออีหมู ตัวเมียหลังแบนเป็นกระดานเลย อ้วนมากๆ ขนาดพออยู่ด้วยกันจนชินแล้วผมเอาจานข้าววางบนหลังให้มันวิ่งยังอยู่ได้ตั้งนาน........  ที่มันสนิทกับผมเร็วเพราะผมต้องให้อาหารมัน แทนหลวงตาให้มันสามมื้อเลยครับ มันไม่รักผมก็ใจหมาเกินไปละ  แค่อาทิตย์เดียวไปไหนไปกันตามผมตลอด..........  เรื่องเหงาไม่ค่อยเป็นหรอกครับ  พอนวดหลวงตาเสร็จแกจะนั่งสมาธิยาวเลย......ไม่ก็จำวัดบ้าง กิจวัตรผมก็แค่ บิณฑบาต  นวด  ให้อาหารหมา  แล้วก็แว่บครับ แอบไปตกปลาเขตนอกวัดครับ...........................
    />
    />.........บอกแล้วไงครับ มันสนุกจริงๆอะไรๆ ที่ได้หลบ ได้ซ่อน ได้แอบนี่ มันสนุกจริงๆ...  เรื่องมีอยู่ว่าหลังจากรู้แหล่งบ่อปลา ซึ่งเป็นบ่อท้องนาร้างๆหญ้าปกคลุมขอบบ่อโดยรอบประมาณซักเกือบหนึ่งไร่...  อยู่ห่างวัดไปทางทิศใต้  เกือบหนึ่งกิโลเมตร..  ผมก็แอบซื้อตัวเบ็ดพร้อมสายชุดสำเร็จรูป... ชุดละหกสลึงเท่านั้น ตอนที่หลวงตาให้ไปซื้อ...สามิตสิบสี่บุหรี่ก้นกรอง..ของโปรดแก  และไม้คันเบ็ดก็ไม่ใช่ปัญหา........  ไม้ไผ่ไม้รวกมีอยู่เยอะในประเทศไทย แค่ฟันมาฉับเดียวแล้วก็เอา... ตอต้นโสน... มาแกะแป๊บเดียวได้ทุ่นลอยแล้ว....................................
    />
    />......... เด็กบ้านนอกใครช่วยตัวเอง.......ในเรื่องการ ปีน ว่ายน้ำ ตัดไม้ เหลาไม้...  ต่างๆนี้ไม่ได้ ถือว่าไม่ใช่...ลูกผู้ชายไม้ตะพด..บ้านนอกตัวจริงหรอกครับ  เรื่องทุ่นลอยบางทีก็เล่นรองเท้าฟองน้ำเก่าๆ ตราช้างดาวนั่นแหละครับลอยตุ๊บป่องๆ  แดงแจ๊ดแจ๋ดีซะอีก......  และเมื่อผมตกปลามาได้จะเอาไปฝากตาฮุยเรือแจวข้ามฟาก ให้แกไปฝากต่อๆจนถึงแม่ผมครับ บางทีได้ปลาตะเพียนตัวละร่วมครึ่งโล สองสามตัวก็เลิกครับ...  แล้วก็ให้แกบ้างตัวเดียวแกยิ้มแล้ว  แม่ผมก็ด่าฝาก  มาว่าอยู่วัดแล้วยังจะทำบาปอีกนะมึง.. แต่โทษทีครับก้างปลาผมก็ไม่เคยเห็นครับ.. ยายจันซัดเรียบ  สมัยนั้นนอกจากฝากปลาไปให้แม่แล้ว..... ของฝากอีกอย่างสองอย่างขาดไม่ได้ถ้ามีโอกาสจังหวะ เจ้าของสวนใกล้ๆวัดแถวนั้นเผลอ ก็คือสายบัวครับ..... บัวแดงกินสายนี่แหละ  จิ้มน้ำพริก  ผัดหมู  ต้มกระทิ  เอาไปฝากยายจัน......
    />
    />...........และก่อนถึงบ่อร้างที่แอบไปตกปลา  ก็จะผ่านคลองชลประทานเล็กๆ เป็นคลองขุด ในคลองจะมีหอย จำพวกหอยตลับ  หอยกาบตัวเล็กๆ หอยขม  หอยทราย  ซึ่งเป็นเรื่องหากินรู้ๆ กันอยู่ของชาวบ้านละแวกนั้น ทันใครทันมันหากินกันเองครับ.....  และที่แม่ผมด่าฝากมาอีกคือ ไอ้ที่กูขอ สองตัวสามตัว มึงทำไมไม่ฝากมาบ้างวะ  หลวงตาไม่ใบ้หวยให้มั่งเลยรึไง  ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าเขาใบ้หวยกันยังไง....  มาได้ความรู้ก็อีตอนอยู่วัดร้างกับหลวงตาหูตึงลิ้นไก่สั้นนี่แหละครับ  และแล้วหลักสูตรของการจดใบ้หวย ก็กำเนิดขึ้นครับ ในตอนต่อไป  พร้อมกับคู่หูคนใหม่ คราวนี้ วัดไม่เงียบแล้วครับ...
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:24:03 11:24 »
  • Publish
  • ตอนที่ 3  “เด็กวัด”
    />   
    />............และแล้วเมื่อผ่านไปซักประมาณร่วมหนึ่งเดือน....ผมก็ได้คู่หูผู้ที่จะมาอยู่วัดกับผม  เจ้า..สมบัติ..ครับ..เรียกมันว่า..ไอ้บัดแล้วกัน ไอ้บัดเป็นลูกของน้าสาว....ของผมเองอ่อนกว่าผมหนึ่งปี  แม่มันเป็นร่างทรงเจ้าพ่อซะด้วย บ้านของน้าห่างจากบ้านผมประมาณห้ากิโลเมตร... ต้องผ่านโรงงานทั้งสองโรง (โรงเหล็กกับโรงปูน)ออกไปอยู่ในเขตจังหวัดสระบุรี ไอ้บัดมันพูดภาษาลาว( ลาวที่มาจากเวียงจันทร์ทีแรกเข้าใจผิดนึกว่าภาษาอีสาน) เหมือนแม่ของมันแป๊ะ.....เวลาอยู่กับผมต้องตบกะโหลกให้มันหัดพูดกภาษากลางอยู่บ่อยๆ....พอรู้ว่าเจ้าบัดจะมาอยู่ด้วยดีใจที่สุดเพราะก่อนหน้านั้นสนิทกันดีตั้งแต่ลืมตามาดูโลก แล้วเวลาฤดูเกี่ยวข้าวแม่ผมจะชวนผมไปช่วยน้าอยู่เสมอๆตั้งแต่จำความได้  แต่มาห่างกันในระยะหลังๆที่บ้านผมย้ายจาก จ.สระบุรีมาอยู่ จ.อยุธยา..........
    />
    />..............  และพอมาอยู่ที่บ้านปัจจุบันในตอนนั้น ผมก็ได้คู่หูใหม่อีกสองคน...สองพี่น้องชื่อไอ้น้อย กับไอ้ดำ อยู่บ้านถัดผมไปสองหลัง อายุไอ้น้อยเท่าผม ไอ้ดำอ่อนกว่าหนึ่งปี และจะมีเรื่องเล่าต่ออีกครับ... เมื่อผมรวมครบสี่คนเมื่อไหร่ละก็ เป็นเรื่องทุกที.... และแม่ผมก็เป็นคนบอกหลวงตาๆ ก็อนุญาติแล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ไอ้บัดมาถึงบ้านผม.....ดันแวะไปบ้านไอ้น้อยไอ้ดำ เลยถูกหมาของไอ้น้อยกัดปากแหว่งไปเย็บซะสี่เข็ม.... ก็ดันทำท่าไปอุ้มมันเข้า หมามันไม่รู้จักตวัดงับเฉี่ยวๆ ตามประสารำคาญใจ.....ไอ้บัดเลยกินน้ำพริกไม่ได้ตั้งแต่วันแรกที่ไปอยู่วัดเลยครับ มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมจำได้สนิทใจ.......... ล้อไอ้บัดว่าหยิ่งนะมึงหลวงตาพูดด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วย..........
    />
    />............. คืนแรกที่นอนด้วยกันมันครางปวดแผลตลอดคืน  โอ้ย....ลืมบอกไปครับ กุฏิ ของหลวงตากว้างแค่ นอนเหยียดแล้วเหลือปลายเท้าห่างผนังแค่ เสื่อผืนเล็กๆเองครับ ( 3*3 เมตร)ไฟฟ้าสมัยนั้นก็ยังไม่มี........ใช้จุดเทียนเอาครับ อย่างเก่งก็ตะเกียงไส้ใส่น้ำมันก๊าด...  ผมนอนปลายเท้าหลวงตาทุกคืนแค่คนเดียวก็พอได้...แต่นี่มีไอ้บัดมาอีกคน เลยต้องระเห็จไปนอนระเบียงทั้งคู่.......... ระเบียงก็แคบนิดเดียวแต่ดีที่มีประตูลูกกรงกันดิ้นตก หันหัวสลับกันครับ มันหันหัวทิศตะวันออก ผมตะวันตก ขวางประตูกุฏิ ทั้งทางขึ้น ทางเข้ากุฏิ  มีมุ้งเล็กๆกางที่หลวงตามีอยู่หลังเดียว คราวนี้ปํญหามันก็เกิดละครับ  นอนในกุฏิมีหลวงตาอยู่ด้วย ฮ่วยมันอุ่นใจ แต่พอมานอนระเบียงกุฏิโล่งๆ มันมีลูกกรงก็จริงกางมุ้งแล้วมันก็ยังโล่งๆ...เล่นเอาขวัญกระเส่า...เอาเหมือนกัน..................................
    />
    />..............  ยิ่งมองไปทางเจดีย์หักที่ต้นมะกอกโผล่ต้นออกมาทะมึนยามค่ำคืน มันหลอนตัวเองพิลึก ไม่กลัวผีหรอกครับ... แต่กลัวเสียงครางของไอ้บัดที่มันหลับ..เพราะฤทธิยาแก้ปวด..นี่ซีครับต้องเอาตีนถีบปลุกแม่ง...ครางอยู่ได้ไอ้เวรทำกูกระเส่าปอดไปหมด...พอลมโยกทีนึงเสียงยอดไม้ต่างนาๆ  บรื๋อ.....หลวงตาครับ....... ขอจีวรผืนนึงครับ เอามาคลุมลูกกรงระเบียงไว้ดีกว่า.... ไม่อยากเห็นวิวข้างนอกครับ ยอดไม้มันโยก....แกร๊กๆ  เหมือนผีคอยโบกมือ ต้องปลุกไอ้บัดมาดู.....ไอ้บัดร้องเสียงหลงเลย.. .และแล้วเวลาปวดท้องฉี่ก็มาถึง ทำไงดีล่ะไอ้บัดมึงปวดรึเปล่า....  โธ่...มันก็ปวดทั้งคู่แหละครับ..ไม่กล้าลงจากระเบียงเลยครับ แล้วจะทำไงล่ะ............
    />
    />..............  ทิศตะวันตกที่ผมนอนหันหัวไปติดกับกุฎิมีแทงค์น้ำหนึ่งคิวอยู่หนึ่งใบ ทิศตะวันออกที่ไอ้บัดหันหัวไปห่างกุฏิไปประมาณเมตรกว่าๆ.. เป็นต้นตะแบกสูงพอๆกับกุฏิ ถ้า จะยืนส่ายออกไปตรงๆ  เดี๋ยวจะเหม็น.......ที่ขั้นบันไดเพราะไม่มีกำลังเบ่ง..ให้แรงพอพ้นหัวบันไดแน่ๆ.. แล้วตรงแนวนอนของไอ้บัดข้างล่าง..ก็มีโต๊ะตัวยาววางอุปกรณ์จานชามช้อนกะละมังรวมทั้งบาตรพระที่คลุมด้วยผ้าจีวรเก่าๆ........ ฉี่อัดลงไปไม่ได้แน่ๆ สุดท้าย เลยตัดสินใจใช้รางน้ำสังกะสีที่ต่อจากชายคากุฏิลงแทงค์ น้ำ......... ที่เขาจับพับงอเป็นรางเปิดมัดไว้ด้วยลวดหัวท้ายทำเป็นรางต่อนั่นแหละ.... เป็นที่พึ่งค่อยๆถอดออกมากลัวเสียงจะดังเดี๋ยวหลวงตารู้...... ค่อยๆลากทั้งที่หลวงตาแกก็หูตึงยังกลัวแกจะได้ยิน....  ช่วยกันจับหัวท้าย  เอามาพาดต้นตะแบกจุดที่มีกิ่งเอื้ออำนวยให้พาดได้.............
    />
    />............  เสร็จแล้วก็ได้ที่ผลัดกันแอ่นกับไอ้บัด กันคนละทีเสร็จ แล้วกำชับไอ้บัดด้วย.. ว่า..พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมล้างรางน้ำฝนด้วยนะมึง  แต่แล้วมันก็ลืมจนได้ครับ เพราะ ตอนสายๆของวันรุ่งขึ้น.. หลังจากเสร็จสิ้นจากบิณฑบาตรโดยเจ้าบัดก็ออกรอบด้วยค่อยสบายหัวไหล่หน่อย  กินข้าวจัดเก็บเรียบร้อยผมก็รีบลาหลวงตาพาเจ้าบัด...ข้ามฟากแม่น้ำเหมือนตอนออกไปบิณฯ  ข้ามมาทำแผลที่ปากมันที่ร้านหมอที่เย็บปากให้มันนั่นแหละ  พอทำเสร็จก็ข้ามฟากกลับมา  กลับวัดเหมือนเดิม..  เจ้ากรรมครับเดินผ่านป่าช้าวัดชุมแสง...แป๊บเดียว... ฝนหลงฤดูร้อนที่เขาเรียกฝนชะช่อมะม่วงนั่นแหละครับ ตกซัดตูมๆๆ...ลงมา.....ผมกับไอ้บัดก็ต้องโกยหนีฝนกลับวัดให้เร็วที่สุด  ไอ้บัดเจ็บแผลสะเทือนไม่ค่อยได้เลยต้อง....เปียกทั้งคู่.... เพราะพอออกจากเขตป่าช้าแล้วต้องเดิน...  เลาะรั้ว...ชาวบ้านกว่าจะมาถึงวัดน่ะ  ทุ่งนาล้วนๆ  แล้วหน้าแล้งด้วย.. ฝุ่นแดงๆ..ของถนนลูกรังมันก็ลื่นแฉะ  แล้วลืมบอกไปอีกอย่างครับพวกเราสองคน ไม่มีรองเท้าใส่หรอกครับ  นอกจากรองเท้านักเรียนแล้ว..  ก็ไม่เคยใส่แม้กระทั่งรองเท้าแตะเลยครับ......และพอมาถึงวัดได้  ปรากฏว่าหลวงตาแกเอา...รางน้ำฝน....ที่เราใช้ฉี่ใส่เมื่อคืน ไปรองต่อ...น้ำฝน...เข้าแทงค์ น้ำเรียบร้อยโรงเรียน...วัดตาฮวด...ไปแล้ว.........โอ้ย.....กรรมของมึงอีกแล้ว ไอ้บัดกับผมมองหน้ากัน..... ปล่อยก๊ากออกมา....หลวงตาไม่รู้เรื่องด้วยเลย...  ปรากฏว่าไอ้บัดหัวเราะแรงไปหน่อย...แผลปริ... ต้องเย็บใหม่อีกหนึ่งเข็มครับในวันรุ่งขึ้น....สมน้ำหน้า....ได้กินน้ำฝน...ชะโลมน้ำเยี่ยว(ภาษาสมัยนั้น)....มันเปรี้ยวดีแล้ว....เขาต้องแกว่งสารส้มในน้ำฝนครับ...ให้น้ำมันใสตกตะกอน...นอนก้นโอ่ง.......
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:24:59 11:24 »
  • Publish
  • ตอนที่ 4 “เด็กวัด”
    />
    />........... ขำไม่ออกเลยครับน้ำฝนที่รองได้ใส่ไว้ในแทงค์น้ำ ถึงจะเป็นฝนหลงฤดู... แต่มันมีค่ามากเลยเพราะต้องใช้ดื่มกินตลอด สมัยนั้นไม่มีน้ำดื่มใส่ขวดขายเหมือนสมัยนี้หรอกครับ....  สรุปก็ต้องกินน้ำฝนผสมน้ำฉี่ไปด้วยกันทั้งลูกศิษย์ และหลวงตา..... ดีนะไม่เอาไปทำน้ำมนต์ รับรอง....ผีก็ผี...เถอะ. กระจายแน่.....และแล้วในเวลาต่อมาก็เริ่ม...จะมีญาติโยมมาเยี่ยมเยียนหลวงตา กันประปราย....และท่านแม่ผม..กับน้าเกิด..แม่ของไอ้บัดก็มาด้วย  อาหารหวานคาว..ยกมาเพียบหลายปิ่นโต.. ยายหวัดแม่ไอ้น้อยดำก็มา.. ยายล้อมข้างบ้านก็มา...เรื่องยายล้อมตลกๆก็มีเยอะครับ  รวมทั้งยายเนียนตูดใหญ่ (หลวงตาเป็นคนเรียกครับ) คนขายข้าวแกงยามเช้า....แกก็มาด้วย......
    />
    />............  อาหารตอนเช้าที่ได้มาจากการบิณฯ  ก็มาจากการขายของยายเนียนตูดใหญ่นี่แหละครับ  แกงเป็นร้อยถุงที่อยู่ในย่าม....เทออกมานี่ เป็นแกงหน่อไม้ของแก....ซะเก้าสิบห้าถุง  แกครองตลาดยามเช้าครับ...  อร่อยและขายถูก แต่ให้ตายเถอะ.....  แ...กจนเบื่อ  ไอ้หมาสี่ตัวที่อยู่ด้วยยืนยันได้ครับ.. เพราะผมต้องเจาะถุงแกงเทให้มันกินทุกมื้อ มันยัง....ส่ายหัว..แด่กๆ.. เวลากินเลย  ว่าเบื่อแกงยายเนียน...  วันนี้โชคดีครับ สารพัดน้ำพริกเลย  เพราะหลวงตาแกชอบ ทุกคนรู้เลยทำมาเพียบ  กินเหลือยังเก็บไว้ได้อีก จำพวกน้ำพริกปลาทู พริกเผา  พริกอ่องนี่หลวงตาโปรดมากๆ  เมื่อฉันท์เพลเสร็จซึ่งปกติหลวงตาจะฉันท์มื้อเดียว  ญาติโยมก็เริ่มปฏิบัติการรุกไล่ละครับ..........
    />
    />.............  ก็ขอหวยน่ะซี  หลวงตาเป็นคนพูดไม่ค่อยชัดอยู่แล้ว หูก็ตึงก็ต้องคอย ตะแคงหู ห๊า ห๊าอาไรน๊าโยมๆ  อยู่อย่างนั้น.......ทุกคนก็เซ้าซี้จะเล่นขอกันตรงๆ  หลวงตาแกไม่ใช่พระประเภทนี้อยู่แล้ว... แกเลยชิ่งบอกว่า ให้ไปหา..หลวงพ่อหมอ..ที่วัดโคกกระต่ายทอง..จะดีกว่า เพราะท่านเองก็นับถือหลวงพ่อหมออยู่แล้ว  หลวงพ่อหมอนี่แกดังครับในสมัยนั้น ดังมากๆ....และแกก็เป็นเพื่อนกับ..หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่เสียด้วย  หลวงพ่อคูณสมัยนั้นยังไม่มีชื่อเสียงเลยครับ...หลวงพ่อหมอ..ติดฟ้าไปแล้ว ขนาดเสื้อยืดคอกลมธรรมดาๆ แกเอามาเหยียบสีแดงประทับรอยบาทาลงไปก็ขายได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ ที่สมัยนั้นใครๆเขาก็ใส่เสื้อปลุกเสกหลวงพ่อหมอกันทั้งเมืองแหละครับ...
    />
    />...............และวัดโคกกระต่ายนี้..ก็อยู่ไม่ห่างจากวัดที่ผมอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่  แค่เดินย้อนกลับไปป่าช้าวัดชุมแสงพอทะลุป่าช้าซ้ายจะลงไปท่าน้ำ  ที่ออกไปบิณฯ... ส่วนขวา....ก็ออกเลี้ยวออกมาประมาณห้าร้อยเมตร..ก็ถึงวัดโคกกระต่ายแล้ว วัดที่อยุธยานี่มันถี่ยิบครับ  ยิ่งสองฝั่งแม่น้ำป่าสักไล่ตั้งแต่เขื่อนพระรามหก.. เขื่อนดินถมแห่งแรกของประเทศไทย ระยะทางรถยนต์แค่ห้ากิโลเมตร...แต่จะมีวัดมากเกือบยี่สิบวัดเลยครับ แล้วจะเล่าต่อในภายหลังครับ  และเมื่อญาติโยมรุกไล่ขอหวยตรงๆ ....จากหลวงตาของผมไม่ได้  ก็ต้องกลับครับโดยไปแวะหาเลขต่อ กันที่หลวงพ่อหมอดังว่านั่นแหละ  แม่ผมก็ไปกับเขาด้วย....หลวงพ่อก็รำพันกับผมว่าแกไม่ชอบวุ่นวายแบบนี้แกชอบเข้าสมาธินั่งนานๆมากกว่า แกบอกว่าเจอแบบนี้ปวดหัวเลย ว่าแล้วก็กรอกยาทันใจแก้ปวดหัวเข้าปาก.......
    />
    />...........  ผมกับไอ้บัดก็เพิ่งรู้จากปากแกว่านี่เป็นโยมกลุ่มแรกที่มาเยี่ยมเยียนแก เพราะตั้งแต่แกมาอยู่วัดนี้โดยการชักนำจากหลวงพ่อหมอ โยมแถวๆวัดนี้เขามองว่าหลวงตาแกเป็น....พระป่าบ้าๆบอๆ  ผมอยู่ด้วยยังไม่เห็นแกเป็นยังงั้นเลย... พอเช้าวันรุ่งขึ้น..หลวงตากับพวกเราก็ออกบิณฑบาตกันตามปกติ  ยายจัน ยายล้อม ยายหวัดใส่บาตรกันพร้อมหน้าทุกเช้าที่ปากซอยบ้านผม.....พอหลวงตาเดินคล้อยหลังไปแล้ว  ยายจันก็ถามผมว่าเมื่อวานหลวงตาพูดอะไรบ้าง.....ผมก็บอกไปตามตรงว่าแกชมว่า สารพัดน้ำพริกอร่อยดี....แล้วก็บอกแม่ผมด้วยว่าหลวงตาแกปวดหัว.....วันนี้แกเดินเซๆ  จะตกท่าน้ำด้วยนะ.....แม่ผมเลยซื้อยาแก้ไข้...ฝากให้ผมตอนขากลับอีสองสามชุด  เอามาถวาย..หลวงตา..กินแทนยาซอง......และแล้วหลายวันต่อมาในตอนเช้าของวันหนึ่ง...พวกเราก็ออกบิณฑบาตรกันตามปรกติ  แต่วันนี้มันดูแปลกๆ... ผ่านบ้านไหนบ้านนั้นจะยิ้มๆ.... ยิ้มกันตลอด ....แต่ไม่พูดอะไร  ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสกันตามปรกติกันอยู่แล้ว..
    />
    />................และเมื่อมาถึงซอยบ้านผม..  ยายจัน ยายล้อม ยายหวัด ก็มาตามเดิม.....และล้วนแล้วแต่ยิ้มแก้มปริกันทุกคน.....  เอ๊ ....มันยังไงๆอยู่นะ แต่หลังจากใส่บาตรเสร็จ....  แม่ผมก็นั่งยองๆไหว้หลวงตา พร้อมกับพูดว่า............  หลวงตา...พรุ่งนี้ไม่ต้องมาบิณฑบาตเช้านะ....พรุ่งนี้จะไปถวายฉันท์เช้ากันถึงวัดเลย นิมนต์หลวงพ่อไว้ก่อนเลยนะ ....ผมก็ดีใจ...ไอ้บัด..ก็ตีปีก...ไม่ต้องเหนื่อยโว้ยพรุ่งนี้ ....มีของแ......อีกเพียบไม่ต้องตื่นเช้า...ฮ้าๆ..สบายใจจัง    พอหลวงตารับนิมนต์แล้ว...ก็ออกเดินไปตามเรื่องของแก... ผมเข้ามาหยิบอาหารถุงใส่ย่าม แล้วหันไปถามยายจันว่า... แม่มันงานอะไรกันอีกล่ะ...จะไปถวายฉันท์เช้ากันพรุ่งนี้...ยายล้อมชิงตอบมาเลยครับ...................
    />
    />................ไอ้ห่า...มึงแม่งไม่รู้อะไร....เค้าถูกหวยกันทั้งตำบลโว้ย...มึงน่ะแหละไม่เสียทีไปอยู่วัด..... เด็ดจริงๆ  ก็ที่มึงบอกแม่มึงน่ะแหละ.......เค้ารู้กันทั้งบาง... ซื้อตามกันจนเจ้ามือ..จ่ายหมดตูดเลยมึงรู้มั้ย....อ้าว...แล้วผมจะไปรู้อะไรด้วยล่ะ .....งง...จริงๆ มาบอกหวยกับแม่ตอนไหนวะเรา.......หันไปถามไอ้บัด ซึ่งยังอ้าปากพูดไม่ค่อยได้..  ก็ส่ายหัวบอกไม่รู้เรื่อง  ผมเลยหันมาถามยายจันอีกว่า.....แม่หนูมาบอกแม่เมื่อไหร่หวยน่ะ....แม่ผมก็หัวเราะออกมาพร้อมกับบอกว่า..... ก็ที่มึงบอกกูว่า “ หลวงตาปวดหัวไงวะ”  เอ้าปวดหัวก็ปวดหัวซีแม่ ....เฮ้ย....ยายล้อมสวนตามประสา...ปากไว..ของแก..เฮ้ย .ปวดหัวก็...แปดห้า...แปดหก.. ซีวะ...กลับสลับเล่น...มันถูกกันทั้งบางจริงๆว่ะ  มันออกแปดห้าโว้ย  แม่มึงกับกู ถูกกันคนละยี่สิบ  ยายหวัดห้าบาท  ยายเนียนสิบบาท........................
    />
    />.................  แล้วที่ในตลาดเขาซื้อตามแม่มึงถูกกันจมหูเลยว่ะ....ยายล้อมสวนบอกมาด้วยอาการเริงร่า..สุดชีวิตของแก..ถึงว่าอีเช้าวันนี้  ผู้คนยิ้มย่อง ผ่องใสกันไปทั่ว  เหตุมันเป็นฉะนี้นี่แล.....สาธุ.......(กูไม่รู้เรื่องด้วยเลย)......แต่นั่นคือวิถีชีวิตของคนไทย.......ที่ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนี้อยู่ไช่มั้ยครับ....หวยบาทละหกสิบเจ็ดสิบ ถูกขึ้นมามันมีค่าทางใจเป็นที่สุด.....ได้ต่อยอดสตางค์ในกระเป๋าไปอีก.... อย่างน้อยๆ วันถัดมาที่ได้รับการถวายฉันท์เช้า ผมก็...สบาย  อิ่ม...อร่อย.... มีคนคอยช่วยล้างจานด้วย....และหมาๆทั้งสี่ตัว  ก็พลอยได้รับ อานิสงส์ไปด้วยเหมือนกัน.....และผมก็รู้แล้วว่า เขาตีหวยกันแบบนี้นี่เองครับ ............................. 
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:25:43 11:25 »
  • Publish
  • ตอนที่ 5  “เด็กวัด”
    />
    />.............กว่าจะเปิดเทอมสมัยนั้นผมจะขึ้น ป.6..... เขาปิดเทอมกันนาน....ถึงสองเดือนครึ่งครับ... กลางๆเดือน มีค.-ปลาย พค. มันก็เป็นช่วงต้นฤดูฝนแล้ว.. ความมันส์มันก็เกิดอีตอนไปบิณฑบาต...หน้าฝน..นี่แหละครับ  และก็น้ำเหนือก็เริ่มมากันแล้ว..... เขื่อนพระรามหกรับไว้ไม่ค่อยไหว.. ก็จะปล่อยออกมาเต็มๆ.. จนล้นฝั่งซึ่งก็เป็นเรื่องปรกติ.. แต่ตอนตีห้ามาถึงท่าน้ำ ร้องเรียกตาฮุย.. ให้เอาเรือมารับนั้น .กว่าแกจะพายข้ามมาได้ ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม... เพราะท่าน้ำ(ลักษณะเป็นเหมือนแพไม้ต่อออกมาปล่อยลอยอิสระตามระดับน้ำขึ้นลง) บ้านแกอยู่ตรงโค้งส่วนนอกครับ... เวลาจะออกตัวแกต้องพายสู้กระแสน้ำ..เลาะตามโค้งขึ้นไปก่อน แล้วถึงจะพายตัดกระแสน้ำลงมา...ซึ่งก็ต้องออกแรงเยอะกว่าเดิม  และบางเวลาแลนด์ดิ้ง...เข้าหัวสะพาน..จะต้องเกิดการกระแทก..แรงๆทุกที ..หลวงตาต้องช่วยดึงกาบเรือให้....เวลาเข้าเทียบแบบเฉี่ยวๆ.. ต้องคอยลุ้นว่าจะแลนด์ดิ้งตรงจุดมั้ย.........
    />
    />.............เพราะกระแสน้ำจะส่งท้ายเรือ..ยากต่อการ...กะระยะ...และมันก็มืดพอสมควรด้วย พอขึ้นเรือได้..คราวนี้มีกี่พายก็ต้องช่วยกันจ้ำ...ทวนกระแสน้ำโค้งในของฝั่งวัดชุมแสง พอหลุดโค้งก็เจอกระแสน้ำเต็มๆ... มีแรงเด็กเท่าไหร่...มีพายกี่อัน..ใส่กันจีวรปลิว..ทั้งพระทั้งลูกศิษย์.. กว่าจะตัดกระแสน้ำได้เล่นเอาเหนื่อยกันละ ..ตาฮุยแรงแกดีอายุก็จะเจ็ดสิบแล้วยังมีแรงสปริ้นท์  (แต่ปัจจุบันลาโลกไปแล้ว).. มันมีเรื่องตลกอยู่นิด ตอนที่หน้าน้ำนี่แหละ  ไอ้บัดถูกสั่ง...ให้เฝ้าวัดเพราะหลวงตากลัวมันจะตกน้ำตาย...แต่หลวงตาหาไม่รู้ว่า..ไอ้บัด มันเป็นนักว่ายน้ำเก่งกว่าผมซะอีก...ยิ่งดำน้ำแข่งกันในฝูงไอ้บัดนี่แหละ...ได้ดีดหูทุกคนตลอด มันไม่เคยแพ้ใครในเรื่องน้ำ.. ก็มันเกิดอยู่ริมน้ำเหมือนๆกับผมนี่แหละ ถ้าถามว่า...ว่ายน้ำเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ นึกไม่ออกหรอกครับ จริงๆ............
    />
    />...........ไอ้บัดมันขี้เกียจสะพายย่ามเจ็บซอกคออยู่แล้ว...เลยเข้าทางมัน แต่หลวงตาบอกว่า..ให้กะเวลามารับที่ท่าน้ำฝั่งวัดชุมแสงในเวลากลับก็แล้วกัน...และแล้วก็ทำกันอยู่แบบนี้มาตลอดจนเรื่องเกิดขึ้นในวันหนึ่ง  ในตอนขากลับจากบิณฯ ซึ่งขากลับมันก็สว่างแล้วประมาณเจ็ดโมงเช้าครับ... พอลงเรือตาฮุย..ก็มีผู้ชายคนหนึ่งขึ้นมาด้วย..จะข้ามฝั่งไปเหมือนกัน  พูดคุยทักทายกับหลวงตา..แล้วก็เอาไม้พายไปช่วยพายตรงส่วนหัวเรือ...พอตัดกระแสน้ำได้แกก็ออกแรงจ้วงๆๆๆ โชว์แรงหนุ่มเต็มที่...และพอใกล้จะถึงพี่แกยังไม่หยุดอีก..คงกะระยะไม่เป็น ตาฮุยแกก็ร้องบอกให้เบาๆ ไอ้หนุ่มเบาๆ  ทีนี้ไอ้หนุ่มนั้นเบาแล้วครับ..แต่มันดันคัดหัวเรือ เลี้ยวซ้ายเอากาบเรือทางขวาเข้าท่าน้ำซึ่งตาฮุยแกไม่ได้เตี๊ยมกันไว้..ตาฮุยแกจะเอากาบซ้ายเข้าซึ่งเรือจะตามน้ำ โดยผมจะโยนเชือกเรือคล้องหลักท่าน้ำ.. แล้วหลวงตาจะคว้าไม้หลักท่าน้ำที่ปักไว้เสมอ....................................
    />
    />...............ทำกันแบบนี้ทุกวันตอนหน้าน้ำ....แต่วันนี้ผิดสูตรแล้วครับเรือเลยเอียงวูบ.....หัวเรือฟาดเข้ากับท่าน้ำ ในลักษณะเรือบิดขวางกระแสน้ำ...ไอ้บัดยืนอยู่สุดท่าถูกแรงกระแทกเรือ  เซเสียหลักหงายหลัง..ตกแพไปเลย  หลวงตาเห็นเข้าร้องลั่นจะกระโจนช่วย...โดยลุกขึ้นเลยทำให้เรือโคลงมาก...ประกอบด้วยเรือมีแรงส่ง...แรงน้ำปะทะ..และแรงโคลง...ปรากฏว่า เลยล่มทั้งลำเลยครับ.. อีตอนนี้ละวุ่นละ  บาตรพระอยู่กับหลวงตา...จมติดแกไปด้วย.. ตาฮุยกระโดดช่วยหลวงตา..คว้ากันไว้ได้ ข้าวสวยกระจายไปพร้อมกับฝาบาตรหายไปเลย  ส่วนตัวผมก็ตกเรือไป...คว้าเอาไม้แพได้ไม่เป็นไร.. แต่ย่ามผมมีกับข้าวอยู่  คว้าไม่ทัน...ถึงทันคงเอาน้ำหนักย่ามไม่ไหวแน่  ถุงแกงลอยน้ำ..ก็ลอยไปตามน้ำ ตามเก็บได้ไม่เสียหายอะไร  แต่จำนวนลดลงไป..............
    />
    />.............  ส่วนไอ้หนุ่มคนนั้นตกเรือไปปะทะแพท่าน้ำได้เลือดจากไม้ไผ่ทำแพอยู่ซิบๆ  แล้วไอ้บัดล่ะหลวงตาโวยวายเมื่อขึ้นมาบนแพได้  ไอ้บัดไปไหน  ๆๆ....ผมก็ตกใจเห็นแว๊บๆ ว่ามันหงายหลังตกลงน้ำ  แล้วไม่เห็นอีกเลย  พอขึ้นแพได้ก็รีบเก็บถุงแกงถุงอาหารที่ติดอยู่ตามพงหญ้าริมตลิ่ง....จนหลวงตาโวยขึ้นมาเลยนึกได้เหมือนกัน  แต่แล้ว....ก็มีเสียงตะโกนตอบจากเจ้าบัดว่า..อยู่นี่ครับหลวงตา มันอยู่เลยไป อีกช่วงหนึ่ง  มันใหลลอยคอไปตามกระแสน้ำ..ไปติดกับกอหญ้าริมตลิ่งนั่นแหละ..พอดีมันสูงท่วมหัวจนมองไม่เห็น เมื่อมันเดินอ้อมกลับมาแล้ว  ปรากฏว่ามันเปียกทั้งตัวแต่มันก็ยังกว้าเก็บถุงแกงถุงขนมติดมือมาได้ด้วย  พร้อมกับเอาปากคาบชายเสื้อโดยมีถุงแกงถุงขนมอยู่เต็มเสื้อที่คาบห่อชายเอาไว้ ............
    />
    />............. สุดท้ายก็ต้องช่วยกันกู้เรือ โดยเรียกพระวัดชุมแสงออกมาช่วยกัน...ลากตามน้ำไปก่อนแล้วจับพลิก...ช่วยกันวิดน้ำออกเป็นเสร็จ  แล้วก็แยกกันไป...หลวงตาจีวรขาดนิดหน่อย ไอ้หนุ่มนั่นก็จากไปทั้งเปียกๆ  เราต่างคนต่างแยกกันไป แต่ว่า...หลวงตาบ่นอุบฝาบาตรหาย ข้าวหมดบาตรเลย.. เหลือแต่ถุงแกงถุงขนม  พอเดินออกมาจากป่าช้าวัดชุมแสง  ไอ้บัดกระซิบผม...ไอ้ห่าไม่น่าเรียกกูเลย ...ทำไมล่ะไอ้บัด... ไอ้บัดตอบว่า....กูกำลังซัดปลากริมไข่เต่า....กับเต้าส่วนอยู่เลยตกใจหมดพอหลวงตาเรียก...ฮั่นแน่มึงแอบแดกอีกละซี....เปล่าๆ....ถุงมันแตกโว้ย....ก็กูไม่มีมือหยิบไว้หมดนี่หว่า ...กูก็ต้องคาบ..พอคาบมันก็แตก...แตกใส่ปาก...ปากกูก็แดก...ไม่น่าเรียกเร็วเลย....แล้วมันแตกใส่ปากมึงกี่ถุงล่ะ...แฮะๆๆ...สี่ถุงว่ะ...ไอ้รัตน์...ว่าแล้วผมก็ถีบมันพลั่กนึงเข้าให้โทษฐานแอบแดกไม่แบ่งกันมั่ง...เห็นมั้ยอย่วัดมันสนุกจะตายไป ..มีเรื่องให้ยิ้มได้เวลานึกถึงมัน........................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:26:44 11:26 »
  • Publish
  • ตอนที่ 6  “เด็กวัด”
    />
    /> ............หลังจากปากไอ้บัดเริ่มดีขึ้น..จากการถูกหมางับปากจนปากแหว่ง มันก็เริ่มออกลายครับ ชอบชวนผมแอบไปตกปลาที่บ่อร้าง..จุดเดิมทุกที..หลังจากบีบนวดหลวงตากันแบบแทคทีมแล้ว..เป็นที่รู้กันว่าหลวงตาจะนั่งกรรมฐาน....ยาวจนพระอาทิตย์จะตกดินนั่นแหละ โอ๊ย..เวลามีเยอะถมเถไป... ฝีมือไอ้บัดในการเหลาไม้ทำเบ็ดปักรวดเร็วดีกว่าผมเยอะ เพราะมันลูกชาวนาแท้ๆ...แม่มันกับแม่ผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก..ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ และผมก็เป็นเพื่อนกับมันอีก...เลยสนิทแนบแน่น..ตายไหนตายกัน.. เรื่องของเรื่องไอ้บัดมันลายออกตรงที่มัน ชักจะลามครับ..ไปตกปลาบ่อร้าง..เบ็ดอันเดียวไม่พอ แถมทำเบ็ดปักอีกกำมือ และเมื่อได้มา...ไอ้บัดมันขายเลยครับ ใครถามซื้อมันขายทันที....เพราะมันไม่สามารถจะฝากไปให้แม่ที่อยุ่ไกลออกไปร่วม สิบกิโลเมตรได้......
    />
    />......... ของผมตามปกติ ได้น้อยก็รวมขาย ได้มากก็ฝากแม่บ้าง.. หลังๆแม่ด่าบอกไม่ต้องแล้ว”บาป”อยู่วัดยังแอบพระทำบาปอีก แต่ผมว่าแกหยิ่งน่ะ ถูกหวยเข้าหน่อยปลาสลิดปลาตะเพียนปลานิล กินไม่เป็นเลยนะแม่..พูดแล้วก็ต้องหลบก้อนอิฐที่แกขว้าง..ไอ้บัด..จะปักเบ็ดก่อนกลับในเวลาเย็นเสมอๆ  แล้วเรา..จะมากู้กันในวันรุ่งขึ้นซึ่งก็ครึ่งวันเข้าไปแล้ว บางทีปลาตายจนตัวแข็งเลย  จำต้องทิ้ง แล้วเรื่องมันก็เกิดครับ เกิดตอนที่ๆ เราไปกู้เบ็ดกัน หลายๆวันติดกันครับ...สังเกตว่าปลาที่เบ็ดปักไว้มันหายไป..ก่อนที่เราจะมาถึงครับ มันมีรอยตีนเหยียบพลาดไว้เป็นรอยน้ำขุ่นๆ กดจมโคลนอยุ่  และเราเฝ้าสังเกตกันไว้...จนในที่สุดเราก็รู้ตัวแขกผู้มาเยือนเอาปลาไปหม่ำ..โดยไม่ลงทุน...โดยมันไม่สามารถจะปฏิเสธหลักฐานได้ เพราะครั้งแรกมันบอกปัดไปครั้งนึงแล้ว แต่ครั้งนี้มันได้ตีนผมกับตีนไอ้บัดช่วยกันยัดเข้าชายโครง หน้าท้อง หน้าตามันปูดไปหมด ก็ผมรุมมันน่ะ ...............
    />
    />...........  มันคือ..ไอ้เหยิน..ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไรแต่ฟันมันเหยิน..มีขี้ฟันเหลืองน่าเกลียดติดซอกฟันตามประสาเด็กบ้านนอก ..มันแก่กว่าผมแน่นอนตัวสูงผอมดำ ผมสูงแค่จมูกมัน ไอ้บัดก็สูงแค่จมูกผม เหตุที่ต้องลุยเพราะไอ้บัดเล่นไม้ตายเอาตะปูเข็ม..ผอมๆ...ที่เขาใช้ตอกผ้าใบยึดกั้นฉากสมัยนั้น(ยาว 1 นิ้ว) มาตอกเศษไม้อัดบางๆ...ให้ทะลุ ทำเป็นกับดัก...เหยียบแล้วตำอุ้งเท้า ผมช่วยมันทำ สองสามอัน...เสร็จแล้วก็ไปวางหงาย..ตรงเบ็ดที่ปักเอาดินกลบเขี่ยอำพรางไว้ ไว้โดยกะไว้ว่าถ้า จะออกแรงดึงเบ็ดขึ้น...จะต้อง ก้าวลงจากขอบบ่อไปยืนตรงจุดนั้นๆ  โดยการใช้หนามต้นมะขามเทศ... ตัดมาสุมอำพรางบังคับทางไว้ ...ให้เดินลงไปเหยียบ ตะปู.. ซึ่งเราก็เลือกทำเลที่โหดที่สุดคือจุดที่ต่างระดับครับ...ต้องโดดลงต่างระดับนิดๆครับจะได้แผลลึกๆ มันต้องโหดครับ... ขอบบ่อร้างมีแต่หญ้าคาหญ้าไซ...ช่วยอำพรางดีอยู่แล้ว วันเกิดเหตุ  (อย่าลืมนะครับสมัยนั้นเขาไม่ใส่รองเท้าแตะกันซักเท่าไหร่เดินท้องนาต้องเท้าเปล่า)..............
    />
    />...............เราออกเดินไปบ่อร้างกันเร็วขึ้น..เพราะหลวงตามีกิจกับหลวงพ่อหมอ หนทางมันเป็นหัวคันนาตลอดวันเวย์ทิกเก็ต..ครับ.. สวนกับไอ้เหยินมาพอดี...ขาเป๋มาเลยกระเผลกๆๆ.. เลือดนี้หยดมาเป็นดวงๆ หลักฐานฟ้องชัด.. นั่นมัน..ขนาดเอากาบกล้วยแห้งพันรอบตีนกันแผลมาแล้วนะ เลือดยังติ๋งๆ  ผมเลยถามมัน..คาดคั้นกับมันซึ่งคราวก่อนก็เจอมันแบบนี้ แต่ไม่มีหลักฐานแบบนี้...มันเลยไม่รับแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าปลาซึ่งเป็นหลักฐานหายไปไหน  แต่วันนี้...หลักฐานตีนแดงแจ๋...ยังเสือกไม่รับ แถมยังมาให้อวัยวะลูกผู้ชาย...ซึ่งเราก็มีอยู่แล้วด้วย มันบอกว่ามันไปที่นั่น...จะไปหาหอย..หาบัว  โธ่..หาพ่อมึงซี  ที่นั่นรู้ก็รู้อยู่มันาร้าง..มีแต่หญ้ากับผักตบคลุมมืดไม่เห็นน้ำ... บัวพ่อมึงขึ้นได้ไง... แล้วไอ้เหยินมันก็คนท้องถิ่นนั่นอยุ่มาก่อนผมอีก แต่มันอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของวัดเราครับ แต่ไอ้พวกนี้ไม่รู้จักหากินดี...แต่ชุบมือเปิบเอาของคนอื่นโดยการขโมย...เมื่อไม่ยอมรับและมาแจกของดีอีก...ไอ้บัดโมโห..มาหลายวันแล้ว เลยโดด...สกายคิก..เหมือนไอ้มดแดงถีบ..สมัยนั้นเลยครับ..ผมเองก็ใส่ครับ ตามอารมณ์ ตุ้บตั้บๆๆๆ...ซักพักไอ้เหยินเลือดเต็มปากผมก็ได้ ไอ้บัดก็ได้..ดีปากไม่ฉีกอีกรอบ...ไม่มีกรรมการด้วย...
    />
    />................ซัดกันจนหนำใจด้วยวัยของผมตอนนั้น....นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมครับ ผมนักสู้ครับ ...ไม่เคยกลัวตั้งแต่เล็ก แต่ผมว่าไอ้บัดซีครับ...หนักกว่าผมอีกมันอัดไอ้เหยินยิบตาเลย...ไอ้เหยินจุก..จนลุกไม่ขึ้น ยกมือไหว้ยอมแพ้ ขอให้พอเถอะ...และมันก็สารภาพว่าเป็นมันจริงๆ... ก่อนจากไอ้บัดยังฟาดด้วยคันเบ็ดอันยาว..เข้ากลางหลังอีกฉาด ...ไอ้เหยินบิดตัวงอเลย  แล้วเราก็ตรงไปกู้เบ็ดของเรากลับวัด.....ได้ปลาหรือไม่ได้ไม่สน.. แต่วันนี้กูสบายใจได้ล่อหัวขโมยแล้ว..สบายใจครับแต่ไม่สบายกาย เพราะ...เราทั้งคู่ ..เมื่อกลับมาถึงวัดก็ต้องหา...ยาหม่อง...ผลัดกันทา....สองคนหัวเราะกันสนุกไปซะอีก โธ่เรื่องเด็กๆ แบบนี้  สนุกจะตายไป  เมื่อผลัดกัน....ทาตามตัว แขนขาไหล่  เขียวช้ำเป็นรอยจ้ำๆ ไปหมด  และผมก็เจ็บมากกว่าไอ้บัดอีกครับ ............
    />
    />................สุดท้ายพอหลวงตากลับมา..เห็นเราเข้า..นึกว่าพวกเราชกกันเอง..เลยโดนดุก่อนเลย  พอเราจะอธิบายปรากฏว่าไอ้เหยิน..มันพาพ่อและแม่ของมันมาเลยครับ...มา ฟ้องหลวงตาเป็นฉากๆ เหมือนกับว่าอยู่ในเหตุการณ์เลยครับ  เราก็บอกตามความจริง..หลวงตาเลยให้เงินทางโน้นไปหาหมอทำแผลไปเรื่องเลยจบ  และผมกับไอ้บัดเลยโดนหลวงตากำกับ  ห้ามหนีไปตกปลา ห้ามทำบาปอีก ห้ามออกนอกเขตวัด ( ซึ่งวัดก็ไม่มีแนวเขตอยู่แล้ว)ถนนลูกรังด้านเหนือและด้านตะวันออก....ทางใต้ต่อจากกุฏิก็เป็นนาร้างๆ ไปสุดตา...  ตะวันตกถัดจากส้วมของวัดเราก็เป็นทุ่งนาข้าว.. ไปสองสามร้อยเมตร..ก็เป็นเขตนาของบ้านไอ้เหยินคู่อรินี่แหละ...และบ่อน้ำที่เราไปตักมาใช้.. ก็อยู่ระหว่าง ท้องนาสองสามร้อยเมตรนี่แหละ... ที่จะเป็นชนวนเกิดเหตุ ลอบยิงกัน ระหว่างไอ้เหยิน กับเราทั้งสองคน ในตอนต่อไปครับ.....ขอโทษครับลอบยิงนี่ไม่ร้ายแรงหรอกครับ  ไม่ช่ายปืน  มันเป็น หนัง ซาติ๊ก  ครับผม...............................................................................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:27:45 11:27 »
  • Publish
  • ตอนที่ 6  “เด็กวัด”
    />
    />............หลังจากปากไอ้บัดเริ่มดีขึ้น..จากการถูกหมางับปากจนปากแหว่ง มันก็เริ่มออกลายครับ ชอบชวนผมแอบไปตกปลาที่บ่อร้าง..จุดเดิมทุกที..หลังจากบีบนวดหลวงตากันแบบแทคทีมแล้ว..เป็นที่รู้กันว่าหลวงตาจะนั่งกรรมฐาน....ยาวจนพระอาทิตย์จะตกดินนั่นแหละ โอ๊ย..เวลามีเยอะถมเถไป... ฝีมือไอ้บัดในการเหลาไม้ทำเบ็ดปักรวดเร็วดีกว่าผมเยอะ เพราะมันลูกชาวนาแท้ๆ...แม่มันกับแม่ผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก..ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ และผมก็เป็นเพื่อนกับมันอีก...เลยสนิทแนบแน่น..ตายไหนตายกัน.. เรื่องของเรื่องไอ้บัดมันลายออกตรงที่มัน ชักจะลามครับ..ไปตกปลาบ่อร้าง..เบ็ดอันเดียวไม่พอ แถมทำเบ็ดปักอีกกำมือ และเมื่อได้มา...ไอ้บัดมันขายเลยครับ ใครถามซื้อมันขายทันที....เพราะมันไม่สามารถจะฝากไปให้แม่ที่อยุ่ไกลออกไปร่วม สิบกิโลเมตรได้......
    />
    />......... ของผมตามปกติ ได้น้อยก็รวมขาย ได้มากก็ฝากแม่บ้าง.. หลังๆแม่ด่าบอกไม่ต้องแล้ว”บาป”อยู่วัดยังแอบพระทำบาปอีก แต่ผมว่าแกหยิ่งน่ะ ถูกหวยเข้าหน่อยปลาสลิดปลาตะเพียนปลานิล กินไม่เป็นเลยนะแม่..พูดแล้วก็ต้องหลบก้อนอิฐที่แกขว้าง..ไอ้บัด..จะปักเบ็ดก่อนกลับในเวลาเย็นเสมอๆ  แล้วเรา..จะมากู้กันในวันรุ่งขึ้นซึ่งก็ครึ่งวันเข้าไปแล้ว บางทีปลาตายจนตัวแข็งเลย  จำต้องทิ้ง แล้วเรื่องมันก็เกิดครับ เกิดตอนที่ๆ เราไปกู้เบ็ดกัน หลายๆวันติดกันครับ...สังเกตว่าปลาที่เบ็ดปักไว้มันหายไป..ก่อนที่เราจะมาถึงครับ มันมีรอยตีนเหยียบพลาดไว้เป็นรอยน้ำขุ่นๆ กดจมโคลนอยุ่  และเราเฝ้าสังเกตกันไว้...จนในที่สุดเราก็รู้ตัวแขกผู้มาเยือนเอาปลาไปหม่ำ..โดยไม่ลงทุน...โดยมันไม่สามารถจะปฏิเสธหลักฐานได้ เพราะครั้งแรกมันบอกปัดไปครั้งนึงแล้ว แต่ครั้งนี้มันได้ตีนผมกับตีนไอ้บัดช่วยกันยัดเข้าชายโครง หน้าท้อง หน้าตามันปูดไปหมด ก็ผมรุมมันน่ะ ...............
    />
    />...........  มันคือ..ไอ้เหยิน..ไม่รู้ว่ามันชื่ออะไรแต่ฟันมันเหยิน..มีขี้ฟันเหลืองน่าเกลียดติดซอกฟันตามประสาเด็กบ้านนอก ..มันแก่กว่าผมแน่นอนตัวสูงผอมดำ ผมสูงแค่จมูกมัน ไอ้บัดก็สูงแค่จมูกผม เหตุที่ต้องลุยเพราะไอ้บัดเล่นไม้ตายเอาตะปูเข็ม..ผอมๆ...ที่เขาใช้ตอกผ้าใบยึดกั้นฉากสมัยนั้น(ยาว 1 นิ้ว) มาตอกเศษไม้อัดบางๆ...ให้ทะลุ ทำเป็นกับดัก...เหยียบแล้วตำอุ้งเท้า ผมช่วยมันทำ สองสามอัน...เสร็จแล้วก็ไปวางหงาย..ตรงเบ็ดที่ปักเอาดินกลบเขี่ยอำพรางไว้ ไว้โดยกะไว้ว่าถ้า จะออกแรงดึงเบ็ดขึ้น...จะต้อง ก้าวลงจากขอบบ่อไปยืนตรงจุดนั้นๆ  โดยการใช้หนามต้นมะขามเทศ... ตัดมาสุมอำพรางบังคับทางไว้ ...ให้เดินลงไปเหยียบ ตะปู.. ซึ่งเราก็เลือกทำเลที่โหดที่สุดคือจุดที่ต่างระดับครับ...ต้องโดดลงต่างระดับนิดๆครับจะได้แผลลึกๆ มันต้องโหดครับ... ขอบบ่อร้างมีแต่หญ้าคาหญ้าไซ...ช่วยอำพรางดีอยู่แล้ว วันเกิดเหตุ  (อย่าลืมนะครับสมัยนั้นเขาไม่ใส่รองเท้าแตะกันซักเท่าไหร่เดินท้องนาต้องเท้าเปล่า)..............
    />
    />...............เราออกเดินไปบ่อร้างกันเร็วขึ้น..เพราะหลวงตามีกิจกับหลวงพ่อหมอ หนทางมันเป็นหัวคันนาตลอดวันเวย์ทิกเก็ต..ครับ.. สวนกับไอ้เหยินมาพอดี...ขาเป๋มาเลยกระเผลกๆๆ.. เลือดนี้หยดมาเป็นดวงๆ หลักฐานฟ้องชัด.. นั่นมัน..ขนาดเอากาบกล้วยแห้งพันรอบตีนกันแผลมาแล้วนะ เลือดยังติ๋งๆ  ผมเลยถามมัน..คาดคั้นกับมันซึ่งคราวก่อนก็เจอมันแบบนี้ แต่ไม่มีหลักฐานแบบนี้...มันเลยไม่รับแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าปลาซึ่งเป็นหลักฐานหายไปไหน  แต่วันนี้...หลักฐานตีนแดงแจ๋...ยังเสือกไม่รับ แถมยังมาให้อวัยวะลูกผู้ชาย...ซึ่งเราก็มีอยู่แล้วด้วย มันบอกว่ามันไปที่นั่น...จะไปหาหอย..หาบัว  โธ่..หาพ่อมึงซี  ที่นั่นรู้ก็รู้อยู่มันาร้าง..มีแต่หญ้ากับผักตบคลุมมืดไม่เห็นน้ำ... บัวพ่อมึงขึ้นได้ไง... แล้วไอ้เหยินมันก็คนท้องถิ่นนั่นอยุ่มาก่อนผมอีก แต่มันอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกของวัดเราครับ แต่ไอ้พวกนี้ไม่รู้จักหากินดี...แต่ชุบมือเปิบเอาของคนอื่นโดยการขโมย...เมื่อไม่ยอมรับและมาแจกของดีอีก...ไอ้บัดโมโห..มาหลายวันแล้ว เลยโดด...สกายคิก..เหมือนไอ้มดแดงถีบ..สมัยนั้นเลยครับ..ผมเองก็ใส่ครับ ตามอารมณ์ ตุ้บตั้บๆๆๆ...ซักพักไอ้เหยินเลือดเต็มปากผมก็ได้ ไอ้บัดก็ได้..ดีปากไม่ฉีกอีกรอบ...ไม่มีกรรมการด้วย...
    />
    />................ซัดกันจนหนำใจด้วยวัยของผมตอนนั้น....นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมครับ ผมนักสู้ครับ ...ไม่เคยกลัวตั้งแต่เล็ก แต่ผมว่าไอ้บัดซีครับ...หนักกว่าผมอีกมันอัดไอ้เหยินยิบตาเลย...ไอ้เหยินจุก..จนลุกไม่ขึ้น ยกมือไหว้ยอมแพ้ ขอให้พอเถอะ...และมันก็สารภาพว่าเป็นมันจริงๆ... ก่อนจากไอ้บัดยังฟาดด้วยคันเบ็ดอันยาว..เข้ากลางหลังอีกฉาด ...ไอ้เหยินบิดตัวงอเลย  แล้วเราก็ตรงไปกู้เบ็ดของเรากลับวัด.....ได้ปลาหรือไม่ได้ไม่สน.. แต่วันนี้กูสบายใจได้ล่อหัวขโมยแล้ว..สบายใจครับแต่ไม่สบายกาย เพราะ...เราทั้งคู่ ..เมื่อกลับมาถึงวัดก็ต้องหา...ยาหม่อง...ผลัดกันทา....สองคนหัวเราะกันสนุกไปซะอีก โธ่เรื่องเด็กๆ แบบนี้  สนุกจะตายไป  เมื่อผลัดกัน....ทาตามตัว แขนขาไหล่  เขียวช้ำเป็นรอยจ้ำๆ ไปหมด  และผมก็เจ็บมากกว่าไอ้บัดอีกครับ ............
    />
    />................สุดท้ายพอหลวงตากลับมา..เห็นเราเข้า..นึกว่าพวกเราชกกันเอง..เลยโดนดุก่อนเลย  พอเราจะอธิบายปรากฏว่าไอ้เหยิน..มันพาพ่อและแม่ของมันมาเลยครับ...มา ฟ้องหลวงตาเป็นฉากๆ เหมือนกับว่าอยู่ในเหตุการณ์เลยครับ  เราก็บอกตามความจริง..หลวงตาเลยให้เงินทางโน้นไปหาหมอทำแผลไปเรื่องเลยจบ  และผมกับไอ้บัดเลยโดนหลวงตากำกับ  ห้ามหนีไปตกปลา ห้ามทำบาปอีก ห้ามออกนอกเขตวัด ( ซึ่งวัดก็ไม่มีแนวเขตอยู่แล้ว)ถนนลูกรังด้านเหนือและด้านตะวันออก....ทางใต้ต่อจากกุฏิก็เป็นนาร้างๆ ไปสุดตา...  ตะวันตกถัดจากส้วมของวัดเราก็เป็นทุ่งนาข้าว.. ไปสองสามร้อยเมตร..ก็เป็นเขตนาของบ้านไอ้เหยินคู่อรินี่แหละ...และบ่อน้ำที่เราไปตักมาใช้.. ก็อยู่ระหว่าง ท้องนาสองสามร้อยเมตรนี่แหละ... ที่จะเป็นชนวนเกิดเหตุ ลอบยิงกัน ระหว่างไอ้เหยิน กับเราทั้งสองคน ในตอนต่อไปครับ.....ขอโทษครับลอบยิงนี่ไม่ร้ายแรงหรอกครับ  ไม่ช่ายปืน  มันเป็น หนัง ซาติ๊ก  ครับผม...............................................................................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 11:29:31 11:29 »
  • Publish
  • ตอนที่ 8  “เด็กวัด”
    />
    />..............ชีวิตอยู่ในวัดก็ดำเนินไปเรื่อยเป็นวงจรซ้ำๆเหมือนกันอยุ่ทุกวัน พอหลวงตาเข้าพิธีกรรมของแกแล้ว เราเป็นเด็ก ก็หาเรื่องเล่นสนุกไปวันๆ  และของเล่นของเราก็หาเอาตามแต่จะหาได้นั่นแหละครับ  อย่างเช่น.......          ..........เอากระป๋องของปลากระป๋อง มาทำรถลากโดยการ หาไม้หน้าสามยาวซักห้าสิบเซ็นต์  มาทำเป็นตัวรถลาก.
    />แล้วจะหมายตากระป๋องเป้าหมายไว้โดยจะไม่เจาะฝาเอาปลากระป๋องข้างในออก  โดยการ เจาะเปิดฝาโดยรอบ แต่จะใช้มีดปลายแหลมเจาะตรงกลางกระป๋องทั้งสองด้านให้รูใหญ่ๆ โดยต้องวางกระป๋องไว้ในกะละมังไม่ให้หกเสียเนื้อไป ..แล้วไอ้บัดจะใช้ตะเกียบปั่นเนื้อปลากระป๋องให้ยุ่ย..ละเอียดแล้วก็ค่อยๆเทออก....................................                                                                                            ........
    />
    />.บางทีก็ใช้ปากเป่าช่วยกัน..เล่นกันเยิ้มคาปากไปเลย...พอได้ครบสี่ล้อแล้วก็เอาตะเกียบร้อย  แล้วก็.เอาไปวางทาบไม้หน้าสามตามแนวขวาง..ใช้ยางหนังสะติ๊กผูกติดไม้  เอาตะปูตอกตรึงไม้ให้เคลื่อน  ส่วนล้อด้านนอกตัดรองเท้าฟองน้ำเป็นวงกลมติดประคองกันหลุดด้วยางมัดไว้ คิดตามประสาเด็กๆ ทำได้แค่นั้น เสร็จแล้วก็อาเชือกป่าน,พลาสติก ผูกด้าหน้ารถ วิ่งลากแข่งกันสองคนจนฝุ่นตลบ  เสียงดังจนหลวงตาดุเอาทุกที................................
    />
    />........เมื่อเล่นเสียงดังก็ต้องออกไปเล่น นอกๆแนววัดครับ คราวนี้เลยได้พวกมากขึ้น  เสียงและฝุ่นตลบทำให้เด็กๆวัยเดียวกันแถวนั้นออกมาสมทบครับ  เลยได้สมาชิกวิ่งแข่งรถกันสนุกสนานมากขึ้น  เมื่อได้เวลาจะออกมาแข่งกันตลอด  มีแข่งดีดหู  ดีดมะกอก ดีดตาตุ่ม  ดีนะไม่มีดีดไข่  ตอนนี้เลยได้ไอ้เหน่งที่เคยปาหัวผมมาเป็นเพื่อนตั้งแต่นั้น...
    />
    />............และไอ้เหน่งนี่แหละมันมีพรสวรรค์ ในการหมุนของที่อยู่บนมือ  ไม่ว่าจะเป็น ไม้พลอง ยาว..สั้น..มีดบางยาวๆ... ลูกขวานเล็กๆ...โหไอ้เหน่งมันสุดยอดอัฉริยะจริง...มึงต้องสอนกูนะไอ้เหน่ง...ผมก็รีบฝากตัวเป็นลูกศิษย์มันมาตั้งแต่บัดนั้น..เพราะเวลาใครๆ พูดถึงมันจะมีคนชมเปาะว่า..แม่งหมุนมีดหมุนไม้ตะบองอย่างก๊ะหนังจีน...และมันก็ยัง...ตีลังกา...กลับหลัง..ลงน้ำได้อีกด้วย....สุดยอดของเด็กสมัยนั้นเลยละ...................................
    />โถ...ผมก็แอบอิจฉามันตั้งแต่นั้น...และพอมันสอนผม..ผมก็...มุ...มุ..(มุมานะ) .คำเดียวเลยครับ..ฝึกใหญ่เลย..ซึ่งตอนหลังๆผมก็ทำได้เท่ามัน...และมาออกหน้ามันเมื่อมีรุ่นพี่ชื่อ..พี่. ทวน..คนข้างบ้านสอนให้อีกวิธีหนึ่ง...........
    />
    />.......ซึ่งไอ้เหน่งยังทำไม่ได้...นั่นคือ..สุดยอดวิชา...หมุนไต่นิ้วครับ..ไม้เล็กๆ..เท่านิ้วก้อยคิดดูนะครับ...จะถูกบังคับให้หมุนไต่ขึ้นมาจากนิ้วก้อย...นิ้วนาง...นิ้วกลาง...นิ้วชี้...นิ้วโป้ง...มาจบที่...ยังไม่จบครับ..มันยังหมุนต่อทิ้วโป้งอีกรอบ...แล้วถูกตวัดลงนิ้วก้อยใหม่....และเมื่อมาถึงนิ้วโป้ง...ไม้จะถูกบังคับให้มาอยู่ใจกลางฝ่ามือ..
    />.........แล้วมันจะหมุนเป็นวงกลมอยู่บนฝ่ามืออีกหลายรอบเหมือนกับพัดลมเลย...แล้วก็หยุดโดยการต้องคว้าไม้ให้ได้...โหยเห็นมั้ยสุดยอดๆ...สุดยอดวิชาเส้าหลินเลย....ผมได้พี่ทวนสอน..มาพยายามหัดเป็นเดือนๆจนเป็น...และมันก็ติดตัวมาจนบัดนี้ครับ(อันนี้ต้องคุยโม้ซักหน่อย) และที่พี่ทวนทำได้ก็เพราะเค้าเป็น...มือกลองครับ...มือกลองระดับหนังควายซะด้วย....หนังควายจริงๆครับ....ไม่โกหก......
    />
    />...........และเมื่อเบื่อวิ่งจนลิ้นห้อยแล้ว ก็จะมานั่งพัก..ใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ซึ่งอยู่ในเขตวัดด้านเหนือ ติดกับถนน  กิจกรรมพักเหนื่อย คือการหา แข่งเกี่ยวตะขอ.. ตะขอที่ว่าก็มาจาก ต้นก้ามปูนั่นแหละครับ เขาเรียกว่าตรงก้านใบละมั้ง  จะมีลักษณะเป็นตะขอ..งอโค้งๆอยู่...ไม่เชื่อลองไปดูซีครับ ช่วงฤดูร้อนตอนปิดเทอมมันจะสลัดใบพอดี..มันจะตกลงมาสุมมากมายก่ายกอง..ผมกับไอ้บัดกวาดกันทุกวันอยู่แล้ว ความคิดนี้ไม่รู้ว่าเกิดจากใคร..........
    />
    />....  ...แต่รู้ว่าต้องรีบหาตัวตะขอเป้งๆไว้ก่อน  ตอนนี้สมาชิกเยอะหลายคนแล้ว  ต่างนั่งยองๆ  คุ้ยๆๆๆๆคค้นหาตัวเก่งกันพัลวันเลยครับ...เมือได้แล้วจะแบ่งฝ่าย..ส่งตัวแทนม่าเกี่ยว..ตะขอ...กันตัวต่อตัวทีละคู่ๆ..แพ้คัดออก..และต้องโดนดีดหูก่อน..ไม่เคยเล่นกินตังค์.....เพราะสาบานกับหลวงตำไว้....แล้วอีกอย่าง...ตังค์ไม่มี....
    />............ใครเก็บตะขอที่ยังไม่แห้งดี...มาเกี่ยวแล้วมันจะอ่อนลู่ตามไม่หักเป๊าะ เมื่อเวลาเกี่ยว..จะโดนประชาตีน..เตะกันทั้งกลุ่มก่อนอื่น....โทษฐานทำให้ลุ้นเกินขีด..เสียอารมณ์โม้ด...เราเล่นแบบนี้กันจนผืนดินบริเวณนั้นราบเลี่ยนเตียนโล่งกันเลยครับ......เพราะมันต้องเหยียบต้องค้น ..ต้องคุ้ย...ไม่ต่างอะไรจากแม่ไก่เลยครับ...เคยเห็นพื้นดินที่ไก่มันเขี่ยมั้ยล่ะ...ปานนั้นเลยครับ..คุ้ยตรงไหนตรงนั้นเรียบ....เหยียบตรงไหนตรงนั้นราบ..........
    />
    />........และของคู่กันอีกประเภท..คือการตีไก่ ...ไก่ที่ว่านี้คือหญ้าครับ...ตอนอยู่วัดช่วงหน้าแล้งออกจะหายากซักหน่อยแต่พอมี..เพราะด้านหลังวัดทิศใต้เป็นนาร้างๆ  อยู่ก่อนแล้ว.. หญ้าจำพวกหญ้าแพรกจะมียอดซึ่งเป็นปมกลม
    />ผมว่าหลายคนที่อ่านอยู่คงพอรู้จักนะ...เราจะแย่งกันเก็บทั้งๆที่มันมีบริเวณกว้าง  แค่พอบอกกันว่า ..เฮ้ยเล่นตีไก่ดีกว่า ก็วิ่งกันพรึ่บ แย่งกันหาแล้วครับ...สุดท้ายก็แบ่งๆกัน...พอมาจับคู่ตีแข่งกันก็ แบ่งๆกันหูแดงกันไปแหละครับ...และพอเล่นแบบนี้เบื่ออีกแล้ว...ก็จะหาเรื่องเล่นใหม่ๆอีก....คราวนี้เล่นไล่จับครับ....คนที่ตามจับคนอื่นเขาเรียก...ว่าหมาบ้าครับ....แต่เล่นหมาบ้าของพวกผมไม่วิ่งนะ.....แต่ใช้ปีนหนีเอาครับ....ต้นมะขามริมบ่อร้างห่างไกลจากหู...ตึงๆ...ของหลวงตานั่นแหละ...สุดยอด...สุดยอด...คลาสสิคจริงๆ...เมื่อ...โอลา...เหล่าตาแป๊ะ(  หาผู้ซวย )..
    />
    />........หรือใช้การจับยามสามตาโขมยลักม้า....หาผู้โชคดียอดซวยแล้ว..มันจะต้องนับ...สลับ...ห้า...สิบ..สิบห้า...ยี่สิบ...ไปจนถึง...ตามแต่จะตกลง..ว่าจะต้องนับถึง...ร้อยหรือสองสามร้อย....แล้วการปีนต้นไม้หนีหมาบ้าไล่ตามจับจะเริ่มขึ้น....เราจะปีนๆๆๆๆ......กันไปจนกว่าคิดว่าหมาบ้าจะตามจับไม่ถึง...มันเป็นการวัดใจครับ..ใครใจถึงมากๆจะหนีไปจนสุดๆปลายกิ่ง...กิ่งมะขามครับ...ไอ้ต้นมะขามต้นนี้มันอยู่ริมบ่อร้างด้านใต้...กิ่งมะขามมันเหนียวสุดๆอยู่แล้ว  พวกผมตอนนั้นจะใช้วิธี ..ขึ้นตรงโคน..ลงตรงปลาย...กันครับ...กิ่งส่วนใหญ่จะโอนมาทางน้ำ....
    />
    />............และ...พอลมโชยมาทีนึงมันแกว่งโยกๆๆๆ...อู๊ยยยย....ใครขี้ขลาดตาขาวรู้ได้ทันที....ถ้าหมาบ้าเผลอ ตามจับอยู่อีกคน...ฝ่ายหนีคนอื่น...จะเด็ดฝักมะขามขว้างหัว..ยั่วโทสะ...แน่จริงมากจับกูเซ่...แน่จริงมากับกูเซ่....เร็วๆๆๆๆ...มามะ....มาไอ้ลูกหมา.....โหย...ใครโดนก็โมโหเลยครับ....ตามกันจนถึงปลายกิ่ง....สุดท้ายไอ้คนหนี...โดนจับได้ทุกที...แตะก็ได้...จับก็ได้...ถีบให้ตกต้นก็ได้  .ตกลงมาก็หล่นลงน้ำ....ถือว่าตายทั้งนั้น...ลงจากต้นก็ตายครับ....คนที่หนี........หนี...หนี...บางทีก็....รูดปลายกิ่งโอนโน้มลงจนถึงน้ำ..แล้วโดดลงน้ำเลยก็ทำกันอยู่บ่อยๆ...แต่ต้องถือว่าตาย...ต้องมาเป็นหมาบ้าไล่คนอื่นเค้าบ้าง.....แต่ก็ดีกว่าถูกหมาบ้าจับได้...หรือไม่ก็ถูกถีบหล่นต้นมะขามตกน้ำตาย...ยิ่งถือว่าเสียเหลี่ยม ลูกผู้ชายไม้ตะพด  (พระพุทธบาท)  ครับผม........................................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,249
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2009, 19:16:05 19:16 »
  • Publish
  • ไม่ทำให่ล่มอีกแล้วคร๊าบบบบบบบ  fr# fr# fr# fr#
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2009, 08:33:05 08:33 »
  • Publish
  • ตอนที่ 9  “เด็กวัด”
    />
    />..............ยังไม่หมดครับเรื่องเล่น..ยังมีอีกครับ..ลากรถกระป๋อง..เกี่ยวตะขอ..ตีไก่หญ้า..หมาบ้าต้นมะขาม...ยังมีซ่อนแอบ..อีกครับ..ต้นไม้..กอหญ้า..หัวคันนา..มีอยู่เยอะแยะ...แต่เวลาหาใครไม่เจอไอ้คนสุดท้ายนี่...หายากนักนะ
    />ไอ้คนจะเล่น...ก็เบื่อรอ...หาไม่เจอซักทีทำไงรู้มั้ยครับ...ต้องหอนครับ..หอนเสียงหมาแล้วลูกสมุนสี่ตัวมันจะหอนรับ..ครับ...หอนยาวๆ..แบบหมาเห็นผีในหนังนั่นแหละครับ...แล้วพวกเราจะตะโกนว่า...เฮ้ยผีมาแล้วโว้ย..ไอ้บัด(สมมุติว่าหาไอ้บัดอยู่)  ผีมาแล้วน๊าโว้ย....มาเอามึงไปบังไว้ที่ไหนวะ....บังไว้ให้ตลอดอย่าเอามึงคืนมานะ..เอาแล้วก็เอาไปเลยนะผีนะ...อย่างนี้เป็นต้น...คิดดูนะครับ...วัดร้าง...เจดีย์หัก...ต้นไม้เก่า...วังเวงขนาดกลางวัน..ยังไม่มีใครกล้าเ ดินผ่าน..แล้ว ไอ้หน้าไหนจะไปซุ่มอยู่คนเดียว...ยิ่งแอบยิ่งหลอกตัวเอง...เกมส์นี้เลยไม่ค่อยฮิตครับ..กลัวแอบแล้วหายเลย....กลัวผีบังไพรครับ.....เขาว่ายังงั้น.................
    />
    />................เกมส์ที่ฮิต...ที่ฮอตต่อมา..เราเรียกกันว่า..ไม้หึ่ม...บ้านคุณๆเขาเรียกแบบนี้กันหรือเปล่าครับ...วิธีเล่นจะตัดไม้ไผ่ตันปล้องงามๆ...ขนาดมือ กำได้พอดีๆ...ยาวประมาณซักเกือบหนึ่งเมตร..ตามแต่จะตกลงกัน เป็นไม้ตี
    />ส่วนไม้ลูกโดนตีตัวนี้เรียกว่าลูกหึ่ม..จะเล็กกว่าไม้ตีนิดหน่อยยาวคืบเดียว...เวลาเล่นจะแบ่งข้างเท่าๆกัน......ผลัดกันเดาะลูกหึ่มแล้วนับจำนวนรวม....ฝ่ายใดรวมแล้วได้มากกว่า...จะเป็นฝ่ายเล่นก่อน...โดยการขุดหลุมตื้นๆ
    />เอาลูกหึ่มมาวางปากหลุม...แล้วออกแรงงัดให้ลูกหึ่มลอยกลางอากาศ..ไปไกลๆ...อีกฝ่ายที่เป็นฝ่าย..อดเล่นก่อน
    />ซึ่งเป็นฝ่ายรับ..จะคอยรับลูกหึ่ม..ที่ลอยกลางอากาศถ้ารับได้...ฝ่ายตี...หมดสิทธิ์เล่นต่อครับ..ต้องเปลี่ยนเป็นคนถัดไป...การงัดจากปากหลุมเขาเรียกไม้หนึ่ง...ถ้าฝ่ายรับๆไม่ได้...ฝ่ายเล่นจะต้องวางไม้พาดขวางปากหลุม...ให้ฝ่ายรับ...โยนลูกหึ่มมาให้ถูกไม้ตีที่วางพาดปากหลุมไว้..ถ้าโดนก็ถือว่าตาย...ถ้าไม่โดนก็เล่นไม้สอง...ต่อไป.....
    />
    />.............ท่าบังคับไม้สองคือคนตีไม้...จะต้องจับไม้ระดับเอวเฉียงลงไปด้านหลัง...ให้ไม้ส่วนเฉียงลงไปด้านหลังยาวมากกว่าด้านหน้าซึ่งจะเหลือเลยง่ามมือมาซักนิ้ว...เอาลูกหึ่มมาวางบนหลังง่ามมือ..ขี่กับไม้ตี...แล้วต้องใช้มือเดียวในการตีออกไป...โดยการออกแรง..มือจับไม้ตี..ส่งลูกหึ่มซึ่งอยู่เหนือหลังมือให้ลอยออกไป....พร้อมกับออกแรงงัดตวัดปลายไม้ตี...ซึ่งอยู่เฉียงไปด้านหลังให้ตวัดงัด...ปลายออกมาให้โดนลูกหึ่มกระเด็นลอยออกไป...อย่าให้ฝ่ายรับๆได้...เสร็จแล้วเอาไม้จี้หลุมไว้...เป็นการชี้บอกว่าหลุมอยู่ไหน...ฝ่ายรับเมื่อรับไม่ได้...ก็เก็บลูกหึ่มโยนมาที่หลุมให้ใกล้หลุมที่สุด...คนตีมีสิทธิ์จะตีลูกหึ่มให้กระเด็นกลับออกไปได้...เพราะถ้าฝ่ายรับ..โยนลูกมาที่หลุม..ตกลงพื้น..ใกล้หลุมแล้ว...โดยที่ฝ่ายตีๆออกไปไม่ถูกลูกๆตกตรงไหน...จะใช้ไม้ตีวัดไว้ว่า..ลูกตกห่างจากหลุมกี่ไม้...ตามแต่จะตกลงกันแต่แรกว่า...จะเล่นกันกี่ไม้หึ่ม...50  ..หรือ  100...ก็ตกลงกันแต่แรก.......
    />
    />.............ถ้าวัดแล้วได้กี่ไม้เก็บไว้บวกกับการตีครั้งต่อไป...ไม้สามนี่...ฟรีสไตล์ครับ....ผู้ตีๆ...ท่าไหนก็ได้ต่างกับไม้สองครับ...ไม้สองจะยากกว่า...บางคนตีไม่ถูกตกปุ๊....ลงใกล้ๆ...ก็ต้องวัดเลยครับไม่ต้องโยน..ถ้าวัดแล้วไม่เกินไม้ตี....ก็ตายครับหมดสิทธิ์เล่นต่อ...ต้องให้คนอื่นในทีมเล่นต่อ...ถ้าผ่านไม้สองได้...ไม้สามก็หมูครับ...ตีท่าไหนก็ได้...ไอ้คนรับไม่กล้ารับหรอกครับ....วิ่งหลบลูกกันหัวบานกันไป..เมื่อตีไม้สามออกไปแล้ว...ก็จี้หลุมเหมือนไม้สอง.
    />ฝ่ายรับจะโยน...โดยต้องมีเทคนิคหลอกล่อครับ...บางทีท่ามากจนเพื่อนโดดถีบ....ต้องโยนให้เสียบหลุมเลยมันจะได้ตายให้หมดเราจะได้เล่นบ้าง....ถ้าโยนออกไปแล้วก็ต้องรีบหลบครับ...เพราะการตีสวน...ลูกหึ่มลอยมาปะทะ.หน้าแหกได้นะจ๊ะ...แล้วก็มีการทำแผลหน้าแหกกันอยู่บ่อยๆ...บางคน..พ่อ..แม่...ห้ามเล่นเลย...
    />
    />...........และถ้าโดนสวนลอยออกมา..ตกตรงไหนก็วัดระยะกันตรงนั้นจากปากหลุมครับ...และถ้าครบไม้วัดตามที่ตกลงกันไว้แล้ว.....ฝ่ายเล่นจะเดาะไม้รวมจำนวนตีให้ฝ่ายแพ้วิ่ง....ออกเสียง...หึ่ม....โดยถ้าเดาะได้รวมสิบที.....ฝ่ายเล่นจะส่งมือตีไกล...หรือไม่ก็ช่วยกันตี..ตีลูกหึ่มจากจุดหลุมออกไป..ตกตรงไหนก็ตีต่อตรงนั้น...จนกว่าจะครบสิบครั้งเท่าจำนวนที่เดาะตีได้....ฝ่ายแพ้ต้องช่วยกันวิ่งออกเสียงหึ่ม....เหมือนวิ่งผลัด...ห้ามทำเสียงขาดเวลาวิ่ง...ไม่งั้นโดนวิ่งใหม่.....โอย...บรรยายซะยาวเลย...หาเรื่องเล่นสนุกๆมาเล่ากันบ้าง......เรื่องมันส์...อีกเรื่องไม่พ้น...หนังสะติ๊กครับ.....รู้มั้ยว่า...หนังสะติ๊ก..นอกจากยิงนก..ยิงผลไม้...ยิงกันเองแล้ว...หนังสะติ๊กยิงอะไรแล้วได้อารมณ์....เร้าใจเป็นที่สุด....รู้มั้ยครับ....ใครเคยเหมือนพวกผมบ้างครับ.....
    />
    />.............เอาหนังสะติ๊ก...มายิง....ต้นบอน...ต้นบอนที่แกงกินได้นี่แหละครับ....มันส์อารมณ์เร้าใจเป็นที่สุด...ถ้าเป็นสมัยนี้ขอบอกว่า...มันได้ฟิวส์ครับ....ใครไม่เคยได้ยิง...ลองยิงดูซีครับ..ด้วยหนังสะติ๊กนี่แหละ...เก็บลูกหินมากำมือนึง....หมดไม่รู้ตัวเลยละครับ.....และต้องยิงโคนต้นนะ..ห้ามยิงใบ..ไม่ต้องเล็งหรอกครับ..กดไปมั่วๆ....นี่แหละ
    />ต้นบอนมันจะขาดล้มๆๆๆ....สาม ..สี่...ห้าต้น...ล้มแล้วพิงกัน...ล้มแบบขาดกลาง...สนุกเร้าอารมณ์ดีจริงๆ ...เราจะนัดกันไปยิงแถวใกล้ๆวัด...จนราบกันไปเป็นแปลงๆไปเลย....มันขึ้นอยู่เยอะแยะชาวบ้านกินกันไม่ทันหรอกครับ
    />
    />............มันสนุกมาก.....ไปลองดูเถอะครับ...ในกรุงเทพฯ...ยังมีเยอะแยะเลย...ไม่รู้จักกินกันแล้ว..คนสมัยนี้...ดูดีๆ..นะครับอย่าไปซัด...ต้นเผือก...ที่ชาวบ้านเขาปลูกไว้ก็แล้วกัน...มันคล้ายๆกันนะ....จาบอกให้........ยังครับยังไม่หมดเรื่องเล่น....เรื่องเล่นจะลำดับไปตามเหตุการณ์...ก่อน..และหลังครับ...เมื่อเล่นพวกนี้เบื่อผมก็หาเรื่องเล่นอื่น..ต่อไปอีก.....คราวหน้า...เกาะเรือเที่ยวแล้วครับ.....ชักลาม...ชักลามออกนอกเขตวัด...ไปกันใหญ่แล้วละครับ...หลวงตาเอาไม่อยู่แล้ว..........
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #10 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2009, 08:34:04 08:34 »
  • Publish
  • ตอนที่ 10  “เด็กวัด”
    />
    />...............ความสนุกมาใหม่ๆแปลกๆ...สำหรับผมและไอ้บัดสมัยนั้น....เมื่อเราได้รู้จักเด็กคนอื่นๆ....ที่อยู่ข้างวัด...ไอ้เหน่งบ้านมันอยู่ริมน้ำป่าสักอยู่แล้ว...มันก็ชวนพวกๆทั้งหมดไปเที่ยวแถวบ้านมัน...เราบอกหลวงตาก่อน..แล้วก็ได้รับคำสั่งจากไอ้เหน่ง...ว่า....เอาหนังสะติ๊กไปด้วย...เราแอบหนังสะติ๊กซ่อนไว้ที่เจดีย์หัก...โคนต้นมะกอก..กันหลวงตาจะด่าเอา...เวลาใช้ต้องงัดอิฐออกก่อน...ปรากฏว่าเจอเอางูตัวเล็กๆ...ดันแอบมาซ่อนอยู่...มันชะตาขาดเลยครับ...ไอ้เหน่งจับหัว..ยัดลงกระป๋องนมตราหมีปิดฝาด้วยถุงพลาสติกรัดยาง......(กระป๋องอลูมิเนียม) มันบอกว่าเดี๋ยวถึงบ้านมัน...จะสนุกแน่ๆ............................
    />
    />................นึกไม่ออกสนุกยังไงวะ...พวกเรา...หก...เจ็ดคน..ขาดแต่ไอ้เหยินซึ่งกลุ่มผมไม่ให้เข้าร่วมด้วย....เดินครับไปไหนก็เดินกันทั้งนั้น...บ้านไอ้เหน่งเดินจริงประมาณ ...สามกิโลเมตร...แต่มันจะพาเราไปทางน้ำซึ่ง..อ้อมกว่า...แต่สนุกกว่า..มันพาไปท่าน้ำวัดชุมแสง.....นั่งรอๆๆๆ....รอเรือพ่วงครับ....เรือพ่วงขนาดใหญ่จะเข้าไปรับ...ปูนซีเมนต์ผง....ที่ท่าน้ำของโรงปูนฯ....เวลาล่องเรือกลับน้ำหนักปูนจะทำให้...กาบเรือ...ปริ่มจมน้ำเรี่ยๆผิวน้ำมาเลย...โดยมีเรือยนต์ลากจูงอยู่ด้านหน้า...หนึ่งลำ..พวกเราต้องเกาะเรือหนัก....เรือขาล่องครับ.....
    />
    />..............จริงๆแล้วผมก็เห็นเด็กๆ...รุ่นโตๆ...กว่าผม...เกาะเรือเล่นอยู่บนเรือเป็นประจำอยู่แล้ว....แต่ผมไม่มีพวกไม่มีผู้นำเล่น....มาคราวนี้..มีแล้ว...ไอ้เหน่งบอกมันรู้จัก...คนชาวเรือพวกนี้เยอะแยะ...เกาะเรือพ่วงได้เลย...ไม่ต้องกลัวเค้าจะว่า...เอาละพวกเรา..ใจจด..ใจจ่อ...ชะเง้อรอ...รอๆๆๆ..ฟังเสียงหวูดเรือยนต์...เพราะเวลาเรือเข้าโค้งด้านใน..ของวัดชุมแสงเขามักจะเปิดหวูด...เป็นสัญญาณ...กันเรือด้านตรงข้าม...วิ่งมาชนกันเองเพราะโค้ง..บังไว้....
    />
    />............พวกเรารออยู่ท่าน้ำพอไอ้เหน่งให้สัญญาณ...เรือยนต์ที่ลากเรือพ่วง...วิ่งเลยระดับผ่านหน้าเรา...มันก็..พุ่งหลาว...นำคนแรก....และนี่ก็เป็น...อีกอย่างหนึ่งครับ...เป็นการวัดใจลูกผู้ชาย..ว่าใครจะกล้า...หรือไม่กล้า...ที่จะไปเกาะเรือที่กำลังวิ่งอยู่....เรือยนต์ลาก..มีเครื่องยนต์....แต่เรือลากไม่มี....จะมีก็แต่..กระแสน้ำวน..หลังตัวลำเรือตรงบริเวณหางเสือคู่.....ระหว่างรอยต่อของลำเรือพ่วงระหว่าง...ลำต่อลำ...ที่เขาใช้เชือกลากโยงกัน...เชือกขนาดเท่าข้อมือสองสามเส้น.....มันน่ากลัวตรงนี้ครับ...ครั้งแรกของผมมันตื่นเต้นมากกว่า...รอ..อีแบบนี้...อยากอีแบบนี้...มานานแล้ว....ยิ่งเรื่องน้ำแล้ว...ไอ้บัดยังบอกว่า...กู..บ่.ยั่นด๊อก.......
    />
    />........ไอ้เหน่งนำหน้าแล้วก็พวกเด็กๆ..แถวบ้านไอ้เหน่ง....ก็พุ่งตามกันไป...ผมกับไอ้บัด...ก็พุ่งตาม...ที่เหลืออีก..ก็มีอาการไม่อยากตาม..จำไม่ได้แล้วว่ากี่คน...เราจะเกาะกันตรง...ล้อยางรถยนต์..ที่เขาผูกติดกาบเรือกันกาบเรือ..กระแทก...แล้วก็สปริงตัวโหนขึ้นเรือ..ขึ้นกาบเรือกันจนได้...ใครขึ้นได้ก่อนจะช่วยกันดึงขึ้นจนครบ...เรือพ่วงขนปูนฯ...จะเป็นเรือเหล็กขนาดใหญ่...สมัยนั้นดูมันใหญ่มาก...เพราะเราเป็นเด็ก...ประมาณ..8*24 เมตรจะได้มั้ง...ระดับความสูง..ถ้าไม่ได้บบรรทุกปูนฯ...มันจะสูงจากผิวน้ำ...สามเมตรเห็นจะได้...เวลาเกาะเรือเปล่าทวนน้ำจะยากกว่ามากครับ...(.ผมกะขนาดเอา)..เมื่อนั่งอยู่บนเรือมันจะเพลิดเพลินดี...ดูวิว...บนฝั่งแปลกไปอีกแบบหนึ่ง....
    />
    />..........เมื่อใกล้จะถึงบ้านไอ้เหน่งๆ...ให้สัญญาณโดดลง...คราวนี้พุ่งหลาวกันเป็นแนวเลย...ขึ้นถึงตลิ่งเป็นสวนมะม่วง..ของบ้านไอ้เหน่ง...ไอ้เหน่งจัดแจงเอากระป๋องใส่งู...ที่ยัดใส่ในกางเกง..ไว้ในเป้ากางเกงเลยครับ...เอาออกมาเขย่าๆๆๆ....หมุนๆๆๆ...ใช้แขนหมุนไปรอบๆ...หัวไหล่...มันบอกให้งู...งง...แล้วเปิดฝา...ออกแรงขว้าง..งูให้งู..กระฉอก..ออกกลางอากาศก่อนที่งูจะตกลงน้ำ...มันเรียกว่า...เมางู...งูเมาครับ...เมื่องูตกลงน้ำ...มันจะว่ายน้ำหนีขึ้นฝั่ง...เราจะเอาหนังสะติ๊กยิงต้อนมัน...ให้มันกลับไปกลางแม่น้ำ...มันกลัวตาย...ก็เรายืนรอมันอยู่ที่ตลิ่งมันก็เลี่ยง..เฉียงๆ..ออกไป...เราจะยิงมันไปเรื่อยๆ..จนกว่ามันจมหายไป...หรือไม่...ก็โดนลูกหนังสะติ๊ก..จมหายไป...
    />บาปนะ....บาปจริงๆ....แต่ตอนนั้น...รู้อย่างเดียวครับ...สนุก....ยิงกันไป...ก็เฮ...กันไป.....มันส์ดี..ที่ได้ทำบาป....
    />
    />..........ต่อจากนั้นก็บุกสวนมะม่วงครับ...ซ้ายมือเป็นสวนใครจำไม่ได้...ไอ้เหน่งนำไป..ตะโกนร้องว่า...ลุงๆ...ขอมะม่วงบ้างนะ....เอ้อ...เอาเหอะ....มันไอ้เหน่งนั่นแหละร้องบอกเอง..แล้วก็ตอบเอง...พวกเราไม่สนใจเก็บกระสุนตามแต่จะหาได้...ก็ยืดซัด..ตูมๆๆๆๆ...ตกลงมาก็เอาปากงับกินกันเลย....ต้นนี้เปรี้ยว..ไม่มัน...ไม่อร่อย...ไม่ค่อยแก่..ก็จะย้ายๆๆ..ย้ายต้นยิงไปเรื่อยๆ...ชิมมันทุกต้น...แต่ตอนหลังต้องมีกฎนะ...ทุกคนห้ามยิงถูกลูก...เวลายิงต้องยิง...ตัดขั้ว...เท่านั้น...ใครยิงโดนลูกแตก...ดีดหู...และถ้าแตกตกลงมาต้องกินให้หมด...ทุกคนจะบังคับกันแบบนี้..แล้วผมก็พบว่า...ชีวิตนี้..ผมยังชอบ...มะม่วง..กระล่อน..อยู่เลยครับ..คิดถึงมันสมัยนี้หากินไม่ได้ในท้องตลาด...
    />
    />........เพราะว่ามันไม่ใช่มะม่วงยอดฮิต...ลูกมันเล็ก..เนื้อมันน้อย...แต่มันหอม..หอมมากๆ...ผมชอบ...หลายปีแล้วไม่ได้ชิมมันเลย...คิดถึงมันจัง...(บ้านใครมีมั่ง)  เราจะขลุกกันอยู่อย่างนั้น...ทั้งวัน...เจ้าของสวนเราก็ไม่เคยเห็นออกมาไล่....พอแวะไปหาน้ำดื่มกินที่บ้านไอ้เหน่ง...ก็พบว่ามันเลี้ยง..ลิงกัง(ใช่หรือเปล่า)หางสั้นจู๋...อยู่หนึ่งตัว
    />หมาอีกสามสี่ตัว..ทีแรก..ไอ้บัดเห็นหมาโดดหนีขึ้นต้น..กระท้อน..อยู่ใกล้ๆ..ไม่รู้ว่ามีลิงอยู่เลยโดนลิงคว้าหัว...ตกใจ..โยกหลบเลยโดนเล็บข่วนเอาหูฉีกไปอีกแผล...มันช่างดวงจู๋จริงๆ...ไม่ถูกกับสัตว์.....
    />
    />.......มีเรื่องเล่าต่อจากนั้นอีกหลายปีจากไอ้เหน่งว่า...น้ำป่ามามากจนท่วมตลิ่งสองฝั่ง...บ้านมันอยู่ริมน้ำก็ถูกท่วมจนสูง....เลยต้องเอาหมาไปไว้บนบ้านทั้งหมด...ลิงก็เอาไว้ตรงชายคา...ปรากฏว่าอยู่มาวันหนึ่ง...มันกลับจากพายเรือไปส่งแม่...ไปทำบุญ...พอกลับมา...ปรากฏว่า...หมามันมีอยู่ตัวนึง...มันคิดสั้นครับ....ผูกคอตาย....ห้อยลงมา..จากตัวบ้าน...ห้อยลงมาเกือบถึงระดับน้ำที่ท่วมอยู่....หมาที่เหลือก็เห่าหอนกันระงมไปหมด...มันเองก็..งง...หมากูผูกคอตายได้ไงวะ...สงสัยเบื่อน้ำท่วม....แต่พอให้อาหารลิง...ปรากฏว่า...ขนหมาตัวที่ตาย..ยังติดซอกฟันลิงอยู่เลย
    />
    />....เลยสรุปได้ว่า...ลิงลงมาบนบ้าน...หมารุมกัด...ลิงวิ่งหนีขึ้นชายคาบ้าน...หมาตัวที่ตาย..ไม่มี...ABS..วิ่งเลย...นอกชาน...ตกลงไปเชือกกระตุกคอ....แขวนคอตายโดยไม่มีหมาที่ไหนจะช่วยได้...และไม่มีมือ...ป่ายปีนเกาะยึดเหมือนลิง...เลยดูเหมือนหมาผูกคอตาย....คิดสั้น...เบื่อน้ำท่วม..........ฮิๆๆๆๆๆๆๆๆ...................
    />

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,698
    • มือถือ 21491911 59591911
    Re: "เด็กวัด...ลงรอบที่สอง"
    « ตอบกลับ #11 เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2009, 08:34:56 08:34 »
  • Publish
  • ตอนที่ 11  “เด็กวัด”
    />
    />................ผมอยู่วัดกับ...หลวงตาฮวดสองปี..คือช่วง..ป.5  ขึ้น ป.6..และช่วง..ป.6..ขึ้น ป.7...ปิดเทอมกลางๆ..ก็มาอยู่อาศัยของกินฟรีตลอด..คุ้นกันดีอยู่แล้ว..เมื่อปิดเทอมเมื่อไหร่..เช้ามืดวันรุ่งขึ้น..ก็ออกมาใส่บาตร..กับแม่..และน้าๆ..ป้าๆ..ทั้งหลาย.พอหลวงตาเดินมาถึง...ก็ยกมือไหว้ท่านแล้วก็รับ..ดับเบิ้ลย่าม..มาร้อยคอ..ประจำตำแหน่งแล้วก็ออกเดินตาม.เป็นอันเสร็จ..ส่วนเจ้าบัดมาบ้างไม่มาบ้างก็ไม่เป็นปัญหา..แต่ถ้ามาเมื่อไหร่ก็สนุกครบทีมละครับ....เรื่องทุกข์ร้อนไม่ค่อยมี...ในวัยเด็ก.....คิดๆแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอีกนะ.....
    />
    />................แต่ถ้าไม่ได้ไปอยู่วัด....เราก็มีกิจกรรมอื่นอีกครับ...ตอนช่วงเดือน..เมษายน..คือเดือนห้าไทย...ที่อำเภอพระพุทธบาท..จ.สระบุรี....จะมีงานประจำปีครับ....เขามีปีละสองครั้ง...ติดๆกัน....พวกเราจะต้องหาโอกาสไปเที่ยวกันให้ได้...วิธีไป..คือการโบกรถครับ...ไอ้เหน่งหัวโจก..ฝั่งตรงข้ามบ้านของมัน...มีโรง..อบ..ไซโลข้าวโพด...อยู่สองสามโรง...แม่ของไอ้เหน่ง..เป็นขาใหญ่ในนั้นพอสมควร...รู้จักกันดีกับสิงห์รถบรรทุกข้าวโพด...เขาก็แค่ถามทางแล้วก็ฝาก...แก๊งค์..ลูกแย้....คือพวกผม..มันซนกันมากๆ..เขาเลยเรียกกันว่า..แก๊งค์แย้..ดีไม่เรียกเป็น..ไอ้ตัวเหลืองดำครับ....ก่อนจะขึ้นรถ..เราจะช่วยเขาทำความสะอาดรถ..ด้วยการกวาดๆๆๆ....ให้สะอาด.....
    />
    />................ระยะทางจากที่บ้านไอ้เหน่งไป..พระบาท..ประมาณ..24 กิโลเมตร...พวกแย้ขึ้นรถได้เมื่อไหร่...ก็แหกปากร้องเพลง...กันดังลั่นไปตลอด...รถสิบล้อสมัยก่อนหน้าตา..จะเป็นรถ..ต่อหัวขับ..หัวเก๋ง...ตามสไตล์แบบไทยๆ...นึกออกมั้ยครับ...คือจะไม่มีประตูปิดเปิดครับ..ตรงที่นั่งคนขับจะเป็น..เบาะนั่ง...ยาวตลอดความกว้างของตัวรถ...ตรงส่วนกระจกหน้ารถ...จะแคบกว่า...ส่วนที่เป็นห้องโดยสาร..คือ.ถ้าคนนั่งข้างคนขับ..นั่งต่อๆกันมาด้านซ้าย...คนที่นั่งริมซ้ายสุด...จะถูกลมปะทะใบหน้า..เต็มๆ..เหมือนกับว่า...ส่วนที่นั่งมันยื่นออกจากตัวรถ....ออกมาดักลมให้กระพือเข้าไประบายความร้อน...เพราะรถบรรทุก..รุ่นนี้ไม่มี..แอร์คอนดิชั่น..เหมือนปัจจุบัน...
    />
    />...............และตรงนี้เองทำให้เราปีน...จากหลังคารถบรรทุก..กลับไป..กลับมาได้สะดวก.ไอ้เหน่งนั่งหน้ารถ..แหกปากร้องเพลงกันดังลั่นไปตลอดทาง...ยังจำได้เลยครับ..เพลงตอนนั้น..ลูกทุ่งยอดนิยม...รักจางที่บางปะกง...ทหารเกณฑ์ผลัดสอง....ปูไข่ไก่หลง...พวกเราจะแหกปากตะโกนร้อง....คนขับรถก็ร้องด้วย...เมียแกก็ตบมือ...แต่ทานโทษครับ...พอร้องเพลงอะไรๆ....ก็แล้วนึกเพลงต่อไม่ได้...พวกผมจะร้องเพลงฝรั่งครับ....ฮ้า...เพลงฝรั่งจริงๆครับ...ของ...CCR...ครับ..เพลง...Molina...เพลงนี้ยอดนิยมเลยครับ...ในตอนนั้น...แต่ทานโทษ...ร้องอยู่แค่....ท่อนฮุค....ท่อนเดียวครับ...เคยฟังมั้ยครับ.......ตรงท่อน...MOLI….LI….LI…LI…..NA….ต้นฉบับเขาร้องลากเสียงยาว....ยาว....กวนๆดี....
    />
    />.............แต่พวกผมไม่รู้หรอกเขาร้องออกเสียงว่าอย่างไร.....พวกผมแหกปากร้องกันอย่างเดียวว่า....โอ๊ะ.....ฮี้......ฮี้.....ฮี้...น่าบ......แหกปากร้องได้กันอยู่แค่นี้แหละครับ....แล้วมันต้องเน้นอีตรงคำว่า....นั่บ...น่าบ...กรอกเข้าไปในรูหู...ไอ้คนนั่งอยู่ข้างๆ....ให้ขี้หูมันใหลด้วย....มันถึงจะสะใจได้ฟิวส์....เราออกเดินทางกันตอนเย็นๆ...กว่าจะถึงก็มืดแล้ว..สมัยนั้น..ถนนแคบ..ลาดยางมะตอยห่วยๆ.....วิ่งเป็นชั่วโมงกว่าจะถึง...ฝุ่นก็เยอะ..ที่เราชอบมาพระบาท
    />ก็เพราะยามเมื่อมีงานประจำปี...มันดูยิ่งใหญ่ที่สุด..ของงาน....งานใหญ่ที่สุด..ในชีวิตแก็งค์แย้ของเราๆ......หนังกลางแปลงรึ...มีตั้งหลายจอ....ลิเกเพียบ...งิ้ว..ก็มี...และงานมักจะใกล้ๆตรุษจีน...ซะด้วย...หิวก็แวะมาตามโรงเจ..เราก็มีข้าวต้มรอบดึกกิน....หนังกลางแปลงเป็นสิ่งที่เรา...วางเป็นเป้าหมายจะต้องมาดูให้ได้ครับ...แม้จะเสียเงิน
    />
    />............เพราะว่ามันเป็นหนังใหม่...ชนโรงที่กรุงเทพฯ...ยอมได้ไง...(จำได้ว่าดูหนังการ์ตูนเรื่องปีเตอร์แพนที่นี่)....    หลังจากแต่ก่อนผมจะมากับพ่อและแม่ผม...แต่ตอนนี้...มากับฝูงแย้ครับ...มันสนุกกว่ากันหลายร้อยเท่า....ร้านขายของเล่นมีมากมาย...แถมอัพเดท...รุ่นล่าสุดด้วย...จำได้เห็นปืนสปริง...ใส่ลูกพลาสติก..ทางปากโม่ทีละลูกๆ..แล้วหมุนปิดช่องโม่...ยิงทีละนัดๆ..โคตรเท่ห์เลย...กระบอกละเท่าไหร่จำไม่ได้..ไม่มีปัญญาซื้อ...แต่ที่แน่ๆพวกเราจะมีตังค์...ไว้ซื้อแก็ปตราแร่ด...แก็ปแผงครับ...เพราะช่วงนั้น..หัดทำปืนอัด...ใส่ปลอก  .22 กันแล้ว....นี่คือแหล่งซื้อแก็ปครับ...แล้วที่ขาดไม่ได้....ใครๆ...ถ้ามาพระพุทธบาท...แล้วต้องซื้อ...นั่นคือ...ไม้ตะพดครับ...
    />
    />.............ใครซื้อไม้ตะพดพระบาท...กลับไปอวดพวกที่ยังไม่ได้ไป...สมัยเด็กมันแสนจะปวดร้าวใจครับ..จะโกรธพ่อโกรธแม่ไปเลย....ว่าเมื่อไหร่จะพาไปซักที...สมัยนี้คง..สยามพารากอนมั้ง...ให้ตายดิ้น...มันต่างกันลิบๆเลยนะ
    />แก็งค์แย้จะเดินรอบงานจนครบทุกจุด...ที่จำไม่ลืมเลยคือ...ตรงทางลงมณฑป...จะต้องมีร้านเล็กๆขายน้ำมันเลียงผา...อยู่ในมุมมืด...ตรงนั้นประจำทุกปี....พวกเราจะกลัวคนขายมาก...หน้ามันเหมือน..ศพโลงแตก...เราเรียกกันในสมัยนั้นว่า...ไอ้เลียงผาหน้าศพ...พอถึงจุดนี้จะหลอกกันเอง...แล้วก็วิ่งกันฝุ่นตลบ....ตอนนั้นพวกผมก็ยังไม่มีใครใส่รองเท้านะครับ...ตีนเปล่า...เท้าเปล่า..กันตลอด...ความคลาสสิค.....มันมีตรงที่...
    />
    />..............ถ้าเดินไม่ดี...วิ่งไม่ดู...ก็เหยียบหนาม...ต้องมาช่วยกัน...เอาเข็มหมุด...เข็มกลัด....มานั่งผลัดกันบ่งหนาม
    />แล้วก็ซี้ดๆๆๆๆ.....ซี้ดปากกันอย่างเอร็ดอร่อย....ในรสชาติ...หนามตำตีนกัน..เห็นเป็นของสนุกๆไปอีก...เวลาเราเลือกไม้ตะพด...เราจะแย่งกันหา....ไอ้อันที่มันเหมือนหัวงูให้มากที่สุด...ได้แล้วก็เอามาอวด...มาเถียงกันใครงามที่สุด....เมื่อดูหนังกลางแปลงจบ...บางทีก็ดูเสียตังค์รอบละเรื่อง...หรือไม่ก็สองเรื่อง...มันยังไม่สว่าง..กลับบ้านไม่ได้ครับ...พวกเราก็จะมีจุดนอนกันที่..