ผู้เขียน หัวข้อ: รวมความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ อาวุธปืน  (อ่าน 16582 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

  • ปลัดอาวุโส
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 1,773
  • เพศ: ชาย
  • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
รวมความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ อาวุธปืน
« เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2009, 10:09:12 10:09 »
  • Publish
  • « แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2009, 04:31:39 04:31 โดย มดแดง v9 »

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    :T:"ทำปืนลั่นทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตนั้น ขอคืนอาวุธปืนนั้นได้หรือไม่
    />
    />ในเรื่องการริบของกลางนั้น ประมวลกฎหมายอาญา
    />
    />มาตรา ๓๒ ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิด และมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่
    />
    />มาตรา ๓๓ ในการริบทรัพย์สิน นอกจากศาลจะมีอำนาจริบตามกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ริบทรัพย์สินดังต่อไปนี้อีกด้วย คือ
    />(๑) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือ
    />(๒) ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้มาโดยได้กระทำความผิด
    />เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
    />
    />คำพิพากษาที่ ๕๐๑๔/๒๕๔๒  การที่ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓(๑) นั้น มุ่งหมายถึงให้ริบตัวทรัพย์สินที่ผู้กระทำความผิดได้ใช้ในการกระทำความผิดนั้น โดยตรง
    />
    />จากหลักข้างต้น ถ้าอาวุธปืนที่ลั่นนั้น มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จึงมิใช่เป็นทรัพย์สินมีไว้เป็นความผิด  ตามมาตรา ๓๒ ซึ่งศาลจะต้องมีคำสั่งริบทุกกรณี จึงต้องมาพิจารณาดูตามบทบัญญัติในมาตรา ๓๓ (๑) ว่า อาวุธปืนนั้น เป็นทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงหรือไม่
    />
    />ในเรื่องนี้ มีนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๐๗๓/๒๔๙๒ (เก่าไปหน่อยเป็นฎีกาที่วางหลักกฎหมายไว้ชัดเจน) ได้วินิจฉัยว่า ทรัพย์หรือสิ่งของที่ศาลจะริบได้ตามมาตรา ๒๗ (๑) นั้น (ปัจจุบันคือมาตรา ๓๓(๑))  จะต้องเป็นสิ่งที่จำเลยเจตนาใช้กระทำผิดหรือมีไว้โดยเจตนาที่จะใช้กระทำผิด ฉะนั้น จะมีการริบทรัพย์ในความผิดฐานประมาทไม่ได้
    />
    />จากฎีกาดังกล่าว จะเห็นว่าทรัพย์ที่ศาลจะมีคำสั่งริบได้นั้น จะต้องเป็นความผิดที่กระทำโดยเจตนาเท่านั้น ส่วนความผิดที่กระทำโดยประมาท ศาลจะริบไม่ได้
    />
    />อย่างไรก็ดี การริบทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓ (๑) ระยะหลังศาลฎีกาได้วางหลักเพิ่มเติมว่า การริบทรัพย์ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓ (๑) เป็นดุลพินิจของศาลจะริบหรือไม่ก็ได้ แต่โจทก์ (อัยการ) จะต้องมีคำขอให้ริบในส่วนนี้ด้วยครับ
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2009, 04:14:51 04:14 โดย นายสิงห์กลิ้ง »

    sopon870

    • บุคคลทั่วไป
    อ่านภาษากฏหมายแล้วเวียนหัว <F

    ออฟไลน์ ปาร์คจีพงษ์...

    • คนกันเอง
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 7,153
    • เฒ่าพลังแรง.
    .. :F...ถ้าลั่น.โดนหัว..ก้อไม่ได้ปืนคืนแน่นอน... fr#9

    Dhong

    • บุคคลทั่วไป
    IE >> ขึ้นศาลปืนยังมีโอกาศได้คืนครับแต่โดนเมียยึดนี่อุทรณ์ฎีกาไม่ได้เลย  fr#

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    Re: รวมความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับ อาวุธปืน
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2009, 05:54:44 05:54 »
  • Publish
  • มีคำพิพากษาฎีกาเรื่องหนึ่งครับ ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับปืน แต่พออ่านดู ทำให้รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน
    />
    />คำพิพากษาฎีกาที่  ๕๙๕/๒๕๕๑ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ภ-๘๙๘๓ สงขลา ไปตามถนนจะนะจากด้านทิศตะวันออกมุ่งหน้าไปทางสี่แยกองค์การโทรศัพท์ด้านทิศตะวันตกตัดกับถนนนครในตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ด้วยความเร็วสูงแซงซ้ายแซงขวาในลักษณะฉวัดเฉวียนไปมาและปาดหน้ารถคันอื่นในระยะกระชั้นชิดโดยไม่ให้สัญญาณใด เมื่อถึงบริเวณสี่แยกองค์การโทรศัพท์ จำเลยขับรถเข้าสี่แยกอย่างรวดเร็วโดยไม่ลดความเร็วเพื่อให้นางสาว พ. ซึ่งขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนสงขลา ย-๑๑๗๑ ไปตามถนนนครในด้านทิศใต้มุ่งหน้าไปด้านทิศเหนือให้ผ่านสี่แยกดังกล่าวไปก่อน จึงเป็นเหตุให้นางสาว พ. ต้องหยุดรถกะทันหันจนเสียหลักล้มลงได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการขับรถยนต์ด้วยความประมาทและน่าหวาดเสียวโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
    />
    />          ต่อมาวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๗ เจ้าพนักงานได้ตัวจำเลย และวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ เจ้าพนักงานยึดรถยนต์คันที่จำเลยขับเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๔๓ (๘), ๑๖๐ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๙๐, ๓๙๐ และริบของกลาง
    />
    />          จำเลยให้การรับสารภาพ
    />
    />          ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๙๐ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานขับรถยนต์โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ (๘), ๑๖๐ วรรคสาม  ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก เดือน และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก เดือน และปรับ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด ปี กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร มีกำหนด ๑๕ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ รถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้จริง จึงไม่ริบ
    />
    />          โจทก์อุทธรณ์ โดยรองอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต รักษาราชการแทนอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขต ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
    />
    />          ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
    />
    />          จำเลยฎีกา
    />
    />          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า การกระทำความผิดของจำเลยเกิดจากการกระทำของตัวบุคคล รถยนต์ของกลางจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ จะนำประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับมิได้ และพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติที่ให้ศาลริบรถยนต์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด เห็นว่า โจทก์บรรยายไว้ในบันทึกการฟ้องคดีอาญาด้วยวาจาว่า จำเลยขับรถยนต์ของกลางด้วยความประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามมาตรา ๔๓, ๑๖๐ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยและยึดรถยนต์ดังกล่าวซึ่งจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง โจทก์ได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ อันเป็นบทบัญญัติเรื่องริบทรัพย์ และมีคำขอให้ริบรถยนต์ของกลางด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด จำเลยจะฎีกาโต้แย้งว่ารถยนต์ของกลางมิใช่ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอีกไม่ได้ และแม้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยจะไม่มีบทบัญญัติให้ริบทรัพย์ดังกล่าว แต่จะถือว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับดังที่จำเลยยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาก็ไม่ได้อีกเช่นกัน เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ กำหนดให้ศาลริบทรัพย์สินได้นอกเหนือไปจากกรณีที่กฎหมายอื่นได้บัญญัติไว้ด้วย ดังนั้น เมื่อฟังได้ว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาริบรถยนต์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗, ๓๓ (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางชอบแล้ว”
    />
    />          พิพากษายืน
    />
    />______________________________________________
    />
    />ความเห็นครับ
    />
    />      เรื่องนี้ มองดูแล้ว การศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ภาค ให้ริบรถยนต์ของกลาง เพราะเห็นว่า จำเลยขับรถยนต์ของกลางด้วยความประมาทและโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น อันเป็นความผิดตามมาตรา ๔๓, ๑๖๐ ของพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้ใช้รถยนต์ของกลางกระทำผิดจริงตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ฟ้องว่ารถยนต์ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒
    />      แต่ไม่ได้วินิจฉัยตรงๆว่า ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ศาลสามารถริบของกลางที่เกี่ยวข้องกับการกระทำโดยประมาทได้
    />
    />      เมื่อข้อเท็จจริงตามที่เจ้าของกระทู้ว่ามาปืนเป็นปืนของเราที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เกิดทำปืนลั่นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ความผิดนี้จึงเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๑ เท่านั้น ถ้าไม่มีความผิดตามกฎหมายอื่นรวมอยู่ด้วย ดังนั้นอาวุธปืนของกลางในกรณีนี้ จึงไม่สามารถริบได้ ตามมาตรา ๓๓ (๑) เช่นเดิมครับ

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    :T:"ตำรวจ พกพาอาวุธปืนต้องมีใบอนุญาติพกปืนเหมือนกับประชาชนหรือไม่
    />
    />การพกพาอาวุธปืน ของเจ้าพนักงานตำรวจนั้น
    />
    />มาตรา พระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่มาตรา ทวิ มิให้ใช้บังคับแก่
    />    (๑) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ของ
    />    (ก) ราชการทหารและตำรวจที่มีหรือใช้ในราชการ....
    />
    />มาตรา ทวิ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทาง สาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว เว้นแต่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุ จำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์
    />    ไม่ว่ากรณีใด ห้ามมิให้พาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผย หรือพาไปในชุมนุมชนที่ได้จัด ให้มีขึ้น เพื่อนมัสการ การรื่นเริง การมหรสพ หรือการอื่นใด
    />    ความในมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับแก่
    />    (๑) เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทหารและ ตำรวจ ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่
    />    (๒) ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม มาตรา วรรคหนึ่ง (๑) (ข) หรือ (ค) ซึ่งอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการป้องกันประเทศ หรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือรักษาทรัพย์สินอันสำคัญของรัฐ
    />    (๓) ประชาชนผู้ได้รับมอบให้มีและใช้ตามมาตรา วรรคหนึ่ง (๑) (ง) ซึ่งอยู่ ในระหว่างการช่วยเหลือราชการและมีเหตุจำเป็นต้องมี และใช้อาวุธปืนในการนั้น

    />
    />ดังนั้น ไม่ว่าอาวุธปืนที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นพกพาติดตัว จะเป็นอาวุธปืนที่เป็นของส่วนตัวตำรวจผู้นั้น หรือเป็นอาวุธปืนของทางราชการที่เบิกมาใช้ ตามมาตรา ก็ตาม
    />แต่มาตรา ของพรบ.อาวุธปืน มิให้รวมถึงมาตรา ทวิ ในเรื่องการพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะด้วย
    />
    />จึงทำให้เจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้น จะพกพาอาวุธปืนของราชการหรือของตนเองไปตามถนน หมู่บ้าน ทางสาธารณะได้นั้น
    />ต้องปรากฎว่า เจ้าพนักงานตำรวจผู้นั้นอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา ทวิ วรรคสาม (๑) ด้วยครับ
    />
    />ถ้าไม่ได้อยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ นายตำรวจผู้นั้นจะพกพาอาวุธปืนได้ ก็ต้องได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวด้วย
    />ถ้าไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ก็ต้องมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ เหมือนกับประชาชนทั่วไป
    />เพราะหากไม่อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ทวิ วรรคสาม (๑) และไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์แล้ว
    />ตำรวจผู้นั้น จึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควรตามมาตรา ทวิ ครับ
    />
    />คำพิพากษาฎีกาที่ ๗๕๓/๒๕๓๙ จำเลยที่ รับราชการตำแหน่งรองสารวัตรแผนก กองกำกับการ กองปราบปราม กรมตำรวจ ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ ได้ยื่นใบลาขอหยุดพักผ่อนประจำปีตั้งแต่วันที่ ๒๒ ถึงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๒ และได้เดินทางไปที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ต่อมาถูกจับและยึดอาวุธปืนของกลางได้ในวันที่ ตุลาคม ๒๕๓๒ ที่ห้องพักโรงแรมพลาซ่า อำเภอสุไหงโก-ลก ถือได้ว่าจำเลยที่ พาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ทั้งการพาอาวุธปืนของ กลางดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะนั้น จำเลยที่ มิได้อยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ราชการเนื่องจากจำเลยที่ มิได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการในท้องที่ดังกล่าว จำเลยที่ ๑  จึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนของกลางไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันควรด้วย
    />
    />

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    :T:"แล้วข้ออ้างเรื่องกำลังปฏิบัติหน้าที่นั้น จะทำให้เจ้าพนักงานตำรวจสามารถพกอาวุธปืนไม่มีทะเบียน หรือมีทะเบียนถูกต้อง แต่เป็นอาวุธปืนกระบอกที่ตนเองไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้หรือมีได้หรือไม่
    />
    />คำพิพากษาที่ ๒๐๒๔ - ๒๐๒๖/๒๕๓๑  จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ปืนพกสั้นออโตเมติกขนาด .๔๕ ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าวจึงใช้ได้แต่เฉพาะอาวุธปืนกระบอกที่ระบุไว้ในใบอนุญาตนั้นเท่านั้น จะนำไปใช้กับอาวุธปืนกระบอกอื่นไม่ได้ จำเลยจึงไม่อาจที่จะมีอาวุธปืนกระบอกอื่นและกระสุนปืนซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในความครอบครองได้
    />
    />     การที่่จำเลยกลับพกอาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .๓๘ ไว้กับตัว ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนนั้นเพื่อใช้ จำเลยจึงมีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่จำเลยอ้างว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชานั้น ไม่เป็นข้อยกเว้นให้จำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุน ปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายได้ แม้การปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธปืนดังที่จำเลยอ้างก็ตาม
    />
    />      แต่การที่จำเลยซึ่งเป็นตำรวจพกพาอาวุธปืนกระบอกที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีติดตัว เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และถูกจับกุมในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯลฯ พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา (ทวิ) วรรคสาม (๑) ครับ
    />
    />
    />   
    />

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    :T:" ยิงปืนเข้าใส่รถของ คนร้ายเพื่อให้เป็นตำหนิหรือรูปพรรณ ดีหรือไม่
    />
    />ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ขณะที่เราหลับ มีคนร้ายหลายคนเข้ามาลักทรัพย์โดยใช้รถกระบะเป็นพาหนะในการบรรทุกทรัพย์เราไป
    />แต่เผอิญ เราตื่นมาเห็นพอดี เราจะยิงปืนเข้าใส่รถของ คนร้ายเพื่อให้เป็นตำหนิหรือรูปพรรณเพื่อสะดวกในการติดตามจับกุม ดีหรือไม่
    />
    />
    />ตามประมวลกฎหมายอาญา บุคคลจักต้องรับผิดทางอาญาก็ต่อเมื่อกระทำความผิดอาญาโดยเจตนา…
    />
    />เมื่อเราเห็นกลุ่มคนร้ายกำลังขนทรัพย์สินของเราขึ้นรถ และกำลังจะหนีไป เราจึงใช้อาวุธของตน เล็งยิงเข้าใส่รถของคนร้าย
    />เพื่อให้เป็นตำหนิหรือรูปพรรณสัณฐานเพื่อไว้แจ้งความต้องถือในเบื้องต้นก่อนว่า (ย้ำว่าเบื้องต้นก่อนนะครับ)
    />เจตนาของเราตามกฎหมายมิได้ประสงค์ต่อชีวิตคนร้าย เพราะเจตนาที่จะยิงรถยนต์ของคนร้าย มิใช่ตัวคนร้าย
    />จึงถือว่าเรามีเจตนาต่อทรัพย์สินคือรถของคนร้าย อันเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มิใช่เป็นความผิดฐานพยายามฆ่า เพราะเราไม่มีเจตนาที่จะฆ่าคนร้าย
    />
    />แต่ประมวลกฎหมายให้ความหมายของคำว่าเจตนา หมายถึงผู้กระทำ กระทำโดยประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นด้วย
    />๑. ประสงค์ต่อผล คือ เจตนาที่จะยิงคู่อริให้ตาย ทุบรถคนอื่นให้เสียหาย เจตนาชกไปที่ใบหน้าให้ได้รับบาดเจ็บตรงๆ
    />๒. ย่อมเล็งเห็นผล คือผู้กระทำไม่ประสงค์ที่จะฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น แต่จากการกระทำ ผู้กระทำสามารถที่จะคาดหมายได้ว่า หากกระทำอย่างนั้นไป อาจจะก่อเกิดผลถึงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของผู้อื่นได้
    />
    />ยกตัวอย่างในเรื่องนี้ ผู้กระทำไม่มีเจตนาที่จะฆ่าคนร้าย ในเบื้องต้นเพราะเจตนายิงรถของคนร้าย แต่การที่ผู้กระทำเห็นอยู่แล้วว่าคนร้ายอยู่บริเวณรถยนต์ หรือในรถยนต์ซึ่งกำลังจะออกไป การที่เราใช้อาวุธปืนยิงใส่รถคนร้าย โอกาสที่กระสุนจะพลาดเป้าหรือทะลุไปโดนคนร้ายย่อมมีอย่างแน่นอน ดังนั้น แม้เจตนาของเรามิได้ที่จะยิงคนร้ายก็ตาม แต่การยิงปืนใส่รถยนต์ที่มีคนอยู่ในรถ หรือบริเวณรถ เราย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนอาจไปโดนคนในรถได้ แต่ยังยิงใส่รถไป ตรงนี้อาจจะถือว่า เรามีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยย่อมเล็งเห็นผลได้ครับ
    />
    />เทียบคำพิพากษาที่ ๓๕๐๙/๒๕๔๕ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายนั้น จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ มิใช่เป็นกรณีที่จำเลยยิงปืนเพียงเพื่อขมขู่ผู้เสียหายเท่านั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา ๒๒๘, ๘๐
    />
    />คดีนี้จำเลยรู้ว่าผู้เสียหายนอนอยู่ในห้อง แต่ไม่เห็นตัวว่าผู้เสียหายอยู่ตรงไหนบริเวณใดของห้อง แต่ก็ยังใช้อาวุธปืนยิงใส่ห้องนอนผู้เสียหาย โดยเจตนาแรกเพื่อข่มขู่เท่านั้น แต่ศาลมองว่าการที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปในห้องนอนของผู้เสียหายจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า กระสุนปืนอาจถูกผู้เสียหายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อกระสุนไม่โดนผู้เสียหายก็ตาม จำเลยก็ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่า มิใช่ข่มขู่เสรีภาพ
    />
    />ดังนั้นการใช้อาวุธปืนยิงรถยนต์ในขณะที่คนร้ายอยู่ในรถหรืออยู่บริเวณรถ จึงสุ่มเสี่ยงต่อความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยเล็งเห็นผลมากครับ
    />
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 11, 2009, 06:22:55 06:22 โดย นายสิงห์กลิ้ง »

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    แต่อย่างไรก็ดี แม้ความผิดที่อาจจะได้รับ ไม่ว่าเป็นทำให้เสียทรัพย์ หรือพยายามฆ่าเนื่องจากเจตนาโดยเล็งเห็นผลก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าว ก็เป็นการกระทำไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินของตนเพื่อมิให้คนร้ายเอาทรัพย์ของเราไป
    />
    />เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๑๗ /๒๕๑๘ ผู้ตายเข้ามาลักลอบตัดฟันต้นข้าวโพดของมารดาจำเลยใน เวลากลางคืนจำเลยซึ่งอาศัยอยู่กับมารดาได้ไปพบเห็น ย่อมมีสิทธิกระทำการเพื่อป้องกันสิทธิในทรัพย์สินของมารดาได้
    />
    />เมื่อการใช้อาวุธปืนยิงรถคนร้ายเพื่อสร้างตำหนิของรถให้สามารถติตามจับกุม หรือทราบถึงตัวคนร้าย ผมมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการหนึ่ง เพื่อป้องกันสิทธิในทรัพย์สินของเราครับ  แต่ส่วนจะถือว่าเกินกว่าเหตุหรือไม่นั้น คงต้องพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นว่ามีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือไม่ รวมทั้งพฤติการณ์ และสถานการณ์ ว่าฉุกเฉินถึงขั้นที่จะต้องใช้อาวุธปืนยิงหรือไม่อีกครั้ง
    />
    />ซึ่งในมุมมองผม การใช้อาวุธปืนซึ่งมีอนุภาพร้ายแรงยิงไปที่รถยนต์ของคนร้ายซึ่งมีคนร้ายอยู่ในรถหรือบริเวณรถซึ่งอาจเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโดยเล็งเห็นผล ถึงสามนัด ทั้งที่เราอยู่ในบริเวณที่ที่ปลอดภัยเนื่องจากคนร้าย อีกทั้งยังสามารถใช้โทรศัพท์แจ้งเหตุเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจสกัดจับ หรือสามารถใช้วิธีอื่นใดเพื่อให้คนร้ายหยุดกระทำได้ แนวโน้มอาจจะออกไปเป็นแนวทางที่เกินกว่าเหตุได้
    />
    />แต่ก็มีข้อคิดเห็นซึ่งได้จากการสนทนา มาว่า หากผู้กระทำมีความชำนาญใช้อาวุธปืน (นักกีฬา , ผู้ฝึกอบรม , เจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธปืน) สามารถควบคุมทิศทางได้ดี ทั้งอาวุธปืนที่ใช้มีมาตรฐานสูง และใช้อาวุธปืนนั้น เล็งยิงซุ้มล้อเพื่อให้ยางแตกจนคนร้ายไม่สามารถเคลื่นรถพาทรัพย์เราไป หรือสร้างตำหนิ เพื่อง่ายต่อการสังเกตและตืดตาม
    /> แม้มีคนร้ายในรถก็ตาม แต่จุดที่ผู้ยืงเจตนาให้กระสุนไปโดนรถ อยู่ห่างจากจุดที่มีบุคคลอยู่พอสมควร  หากสืบให้ศาลเห็นได้ ดังนี้ อาจถือว่าผู้กระทำมีเจตนาทำให้เสียทรัพย์ มิใช่พยายามฆ่าโดยเล็งเห็นผล  เพราะผู้ยิงมีความชำนาญในการใช้อาวุธปืนสามารถควบคุมการยืงได้  ทั้งการยิงบริเวณซุ้มล้อเพื่อให้ยางแตก เพื่อทำให้คนร้ายไม่สามารถขับรถขนทรัพย์สินของเราไปได้ น่าจะถือว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุก็ได้ครับ
    />
    />แต่อะไรก็เป็นไปได้ครับ
    />
    />ทางที่ดี โทรแจ้งเหตุร้าย จำลักษณะรถป้ายทะเบียน
    />หรือหากไม่ทันแล้วก็ยิงขู่ไปในทิศทางอื่น เผื่อคนร้ายจะหยุดหรือวิ่งไป เราได้ไม่ต้องเหนื่อยต่อสู้สู้หรือวิ่งเต้นทำคดี น่าจะดีกว่า
    />
    />แต่ถ้าขู่แล้ว คนร้ายชักปืนสู้ ทีนี้ก็คงต้องวัดกันหน่อยละครับ   fr#9
    />
    />

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    :T:"ยืมอาวุธปืนจากเราแล้วนำไปก่อคดี เราจะโดนคดีไปด้วยหรือไม่
    />
    />หากเพื่อนมายืมอาวุธปืนของเราเพื่อไปก่อเหตุ เราจะมีความผิดหรือไม่
    />ต้องปรากฏว่า ในขณะที่เพื่อนมายืมนั้น เรารู้อยู่แล้วหรือไม่ว่า ที่เพื่อนมายืมอาวุธปืนของเรานั้น เพื่อไปก่อเหตุใด
    />
    />ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖  ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้น
    />
    />ดังนั้น หากเรารู้อยู่แล้วหรือพอคาดหมายได้ว่า เพื่อนเรามายืมอาวุธปืนของเรา เพื่อจะนำอาวุธปืนไปใช้ก่อเหตุหรือกระทำความผิดอาญาโดยใช้อาวุธปืนนั้น แต่เราก็ยังคงให้ยืมไป ถือว่าเราผู้เป็นเจ้าของปืน กระทำการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด เจ้าของอาวุธปืนต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดทางอาญาตามมาตรา ๘๖ ครับ
    />
    />ซึ่งผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดอาญา จะต้องรับโทษ ใน ส่วน ของอัตราโทษเต็ม ในความผิดที่คนร้ายไปกระทำครับ
    />
    />แถมอาวุธปืนที่เราให้ยืมไปนั้น ถือว่า เป็นทรัพย์สินซึ่งคนร้ายได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามมาตรา ๓๓ (๑)  ซึ่งจะต้องมีคำสั่งริบครับและเราก็ไม่อาจร้องขอคืนอาวุธปืน ตามมาตรา ๓๖ ได้เช่นกัน เพราะถือว่า เรามีส่วนรู้เห็นและกระทำความผิดด้วยครับ
    />
    />มาตรา ๓๖  ในกรณีที่ศาลสั่งให้ริบทรัพย์สินตามมาตรา ๓๓ หรือ มาตรา ๓๔ ไปแล้ว หากปรากฏในภายหลังโดยคำเสนอของเจ้าของแท้จริงว่า ผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งให้คืนทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในความครอบครองของเจ้าพนักงานแต่คำเสนอของเจ้าของแท้จริงนั้นจะต้องกระทำต่อศาลภายในหนึ่งปีนับแต่วันคำพิพากษาถึงที่สุด
    />
    />และมีข้อสังเกตอยู่เรื่องหนึ่งครับ แม้ในขณะที่ยืมอาวุธปืนของเรานั้น เราไม่รู้ว่าเพื่อนเราจะนำไปกระทำความผิดอาญาจริงๆก็ตาม แต่การที่เราให้เพื่อนยืมอาวุธปืนไปนั้น ศาลอาจจะถือได้ว่าผู้เป็นเจ้าของรู้เห็นเป็นใจ เพราะสามารถพอที่จะคาดหมายได้ว่า ผู้ยืมอาจจะนำอาวุธปืนของเราไปก่อเหตุร้ายใดๆได้  ปรากฏว่าระยะเวลาผ่านไปเพื่อนที่มายืมเกิดนำไปก่อเหตุจริงๆขึ้นมา แม้ข้อเท็จจริงอาจจะไม่ชัดว่าเราต้องรับผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ แต่อาจเป็นปัญหาในเรื่องการขอคืนอาวุธปืน ที่เพื่อนเราเอาไปก่อเหตุได้ครับ
    />
    />ดังนั้น  ปืน ถ้าไม่จำเป็น อย่าให้ยืมครับ  fr#A
    />

    ออฟไลน์ เสือเหน่ง

    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 2,745
    • เพศ: ชาย
    ขอบคุณครับ พี่สิงห์ miiw "QQ
    ...ข้าพเจ้าเป็นนักปฏิบัติ หาใช่เป็นนักพูดไม่...
    />
    />
    />                                        -เสือเหน่ง-
    />

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,249
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    เห็นทีต้องปาด้วยถุงใส่น้ำมันเบรค..สร้างตำหนิแบบไม่ติดคุก อิๆ
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ นายสิงห์กลิ้ง

    • ปลัดอาวุโส
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 1,773
    • เพศ: ชาย
    • เหนือกว่ากฎหมายยังมีกฎแห่งกรรม
    เห็นทีต้องปาด้วยถุงใส่น้ำมันเบรค..สร้างตำหนิแบบไม่ติดคุก อิๆ
    />

    /> fr#9 fr#9 fr#9 fr#9 แจ่มครับ

    sopon870

    • บุคคลทั่วไป
    งั้นต้องกรอกน้ำมันเบรกใส่ถุงเตรียมไว้ :ZX

     


    Facebook Comments