ผู้เขียน หัวข้อ: ประโยชน์ของแอสไพริน  (อ่าน 2021 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 5,249
  • เพศ: ชาย
    • http://www.facebook.com/PanuMax
ประโยชน์ของแอสไพริน
« เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 00:07:39 00:07 »
  • Publish
  • ประโยชน์ของแอสไพริน
    />
    />    ก่อนอื่นเราจะมียาแก้ปวดชื่อดังอย่างพาราเซตามอลเป็นยุครุ่งเรืองของยา บรรเทาปวดลดไข้ที่ชื่อว่า แอสไพริน เราทุกคนคงเคยกินยาชนิดนี้มาบ้าง ก็ยาชื่อดังทั้งหลายที่เราเคยได้ยินกันนั่นแหละ ที่เป็นซองๆ รสเปรี้ยว แพร่หลายไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศไทยและในโลกใบนี้
    />
    />แอสไพรนิน เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นยาบรรเทาปวด ลดไข้ เรียกได้ว่า เป็นยาสามัญประจำบ้านกันเลยทีเดียว แต่ต่อมาเมื่อคุณสมบัติด้านที่ไม่ค่อยดีหรือที่เรียกกันว่า ผลข้างเคียงของแอสไพรินถูกเปิดเผยออกมา คือทำให้มีเลือดออกในช่องท้องและกระเพาะอาหาร หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่ามีฤทธิ์กัดกระเพาะ และเพิ่มอาการของไข้เลือดออก ความนิยมในยาแอสไพรินก็ค่อยๆ ลดลงและใครต่อใครก็หันไปสนใจใช้ยาพาราเซตามอล ที่อาการข้างเคียงน้อยกว่าหรือแทบไม่มีเลย
    />
    />แต่อย่างไรก็ตาม แอสไพรินยังคงมีการใช้กันอยู่ ถึงจะไม่แพร่หลายเท่ายาพาราฯ พระเอกคนใหม่ แต่แอสไพรินก็ยังอยู่ และยังมีความพยายามนำกลับมาใช้ด้วยจุดประสงค์ใหม่ๆ มีการเผยแพร่ข้อมูลด้านดีของแอสไพรินมากขึ้นและเพิ่มเติมข้อมูลให้ผู้ที่ ต้องการใช้ระมัดระวังหลายประการ
    />
    />ยาโบราณที่หลงลืม
    />
    />แอสไพรินนั้นมีมาบนโลกนี้ร่วมหนึ่งร้อยปีมาแล้ว เป็นยาตำรับแรกๆ ที่วงการแพทย์สมัยใหม่ได้นำมาใช้ แอสไพรินได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยนักเคมีชาวเยอรมันชื่อ เฟลิก ฮอฟฟ์มานน์ (Felix Hoffmann) เมื่อปี ค.ศ.1897 เพื่อจุดประสงค์การค้นหายาสูตรใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคไขข้อให้กับบิดาของเขาเอง
    />
    />อาจเป็นไปได้ว่าคนเรารู้จัก "อะไรที่คล้ายๆ" แอสไพรินมานาน มาก เป็นไปได้ว่าอาจจะตั้งแต่ราวๆ 500 ปีก่อนคริสต์กาลนั้นเลยทีเดียว ฮิปโปเตรติส แพทย์ชาวกรีก ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาการแพทย์สมัยใหม่ได้ถูกถึง "Willow bark" อันเป็นยาบรรเทาอาการเจ็บปวดและรักษาบาดแผล ยาที่ว่านี้ประกอบด้วย ซาลิซิน (salicin) ซึ่งเป็นสารพื้นฐานของยาที่ชื่อ ซาลิไซเลต นั่นเอง
    />
    />ซาลิไซเลตถูกใช้เป็นยารักษาโรคไข้ข้อมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 190 แต่ผลข้างเคียงของยาชนิดนี้คือมีฤทธิ์ทำลายรุนแรงมากต่อกระเพาะอาหาร ฮอฟฟ์มานน์จึงคิดสูตรยาขึ้นมาใหม่ด้วยการสังเคราะห์สารเคมีที่ชื่อ อะเซตทิลซาลิไซลิค แอซิด (ASA) และแอสไพรินก็ถือกำเนิดมาบนโลกนับแต่บัดนั้น
    />
    />เมื่อโลกเจริญก้าวหน้าขึ้น นอกจากการบรรเทาอาการเจ็บปวดแล้ว ยังมีการค้นพบว่าแอสไพรินไม่มีผลเสียต่อหัวใจ ในปี ค.ศ.1932 จึงได้มีการตีพิมพ์เรื่องนี้เป็นครั้งแรกต่อสาธารณะ
    />
    />เมื่อโลกรู้จักแอสไพริน ซึ่งต่อมาไม่ช้าไม่นาน ก็ได้แพร่หลายไปทั่ว แม้ในที่กันดารห่างไกล ผู้คนก็ยังรู้จักยาแก้ปวดสูตรวิเศษที่มีราคาถูก หาซื้อง่าย มีประสิทธิภาพเร็วทันใจ แก้อาการมีไข้และอาการปวดต่างๆ นานาได้ชะงัด
    />
    />คุณสมบัติที่ดีของแอสไพรินได้มีคนจำนวนมากนำไปใช้ในทางที่ไม่ค่อย ตรงกับจุดประสงค์ เช่น แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อจากการทำงาน เป็นต้นว่า ต้องกินก่อนไปทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และชาวบ้านทั่วไป จนถึงขั้นติดแอสไพริน ที่ต้องกินวันละสองสามเม็ดหรือซองทั้งๆ ที่ไม่ได้มีไข้หรือเจ็บปวด หรือกินเพื่อให้นอนหลับสบาย บางรายก็กินยาแอสไพริน ตามด้วยเหล้าสองสามอึกแล้วจึงนอนหลับได้อย่างรื่นรมย์ ซึ่งมีผลเสียตามมาต่อร่างกาย เช่น เป็นโรคกระเพาะอย่างรุนแรง เลือดออกในช่องท้อง มีคนที่ติดแอสไพรินจำนวนมากทีเดียวที่ต้องเสียชีวิตด้วยเหตุดังกล่าวนี้ อาจเป็นไปได้ว่าด้วยการกินยาเกินขนาด กินทุกวันๆ ผลข้างเคียงคงมากเกินกว่าร่างกายจะรับไหว โดยเฉพาะผู้มีโรคเกี่ยวกับกระเพาะ ตับ ไต
    />
    />แอสไพริน ทางเลือกราคาถูก
    />
    />ทุกวันนี้มีการค้นพบคุณสมบัติใหม่ๆ ของแอสไพริน จริงๆ ก็คงเป็นคุณประโยชน์ดั้งเดิมของแอสไพริน เพียงแต่ยังไม่มีใครนำมาใช้ในจุดประสงค์อื่นๆ นอกจากไปบรรเทาปวดลดไข้
    />
    />ลองมาดูว่า ทุกวันนี้มีการค้นพบการใช้แอสไพรินขึ้นมาอีก…อย่างไรบ้าง แต่การจำไปใช้อย่างที่มีคำแนะนำนี้ อาจต้องพิจารณากันมากเป็นพิเศษ และต้องปรึกษาแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะบางคนก็อาจเสี่ยงกับอาการข้างเคียง ที่ดูน่ากลัวของแอสไพรนินได้
    />
    />กลุ่มนักวิจัยของเมโยคลินิก ในสหรัฐอเมริกา ออกมาเปิดเผยถึงยาเม็ดที่ใช้ป้องกันโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ มีชื่อทางเคมีว่า อะซีทิลซาลิไซลิก แอซิด ซึ่งแทบจะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เลย ทั้งได้รับการรับรองจาก FDA แล้ว ยิ่งกว่านี้ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่ายาชนิดนี้ช่วยยับยั้งอาการหัวใจ พิบัติ ขจัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำลายโรคอัลไซเมอร์ และป้องกันโรควูบ (ภาวะสมองขาดเลือด) อะซีทิลซาลิไซลิก แอซิด เมื่อสังเคราะห์แล้วก็คือ แอสไพริน
    />
    />" ยังมีการค้นพบที่น่าสนใจอื่นๆ อีกในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาเรื่องที่ว่าแอสไพริน ทำอะไรให้กับร่างกายของคุณได้บ้าง" นายแพทย์เจอรัลด์ เฟลตเชอร์ ศาสตราจารย์ด้านยาที่เมโยคลินิกในรัฐฟลอริด้า และโฆษกของ American Heart Association กล่าวขึ้น " เป็นเรื่องธรรมดาที่ยาชนิดอื่นๆ ข้างนอกนั้นไม่มีวิธีการใช้ได้มากอย่างนี้ และเราไม่ได้ค้นพบอะไรจากยาอื่นๆ ได้มากอย่างนี้"
    />
    />ต่อไปนี้เป็นประโยชน์ 12 ข้อ ของเจ้ายาแอสไพริน
    />
    />§        ลดความดันโลหิต
    />
    />เมื่อพยาบาลบอกคุณว่า ความดันโลหิตสูงเกินไปให้ขอแอสไพรินกับแพทย์เสีย ผลการศึกษาของสเปนเมื่อไม่นานมานี้พบว่าการทานยาแอสไพริน 100 มิลลิกรัมทุกวัน จะช่วยลดค่าความดันโลหิตตัวบนได้เฉลี่ย 7 จุด และลดค่าความดันโลหิตตัวล่างได้เฉลี่ย 6 จุด ขอแนะนำว่าให้ทานยาตอนก่อนนอน เพราะพบว่าคนไข้ที่ทานแอสไพรินตอนเช้า ไม่ได้มีค่าความดันโลหิตลดลงเลย
    />
    />    หยุดอาการคัน
    />
    />เลือกตัวที่คุณแพ้มาเลย แอสไพรินจัดการได้อยู่หมัดทั้งหมด บดแอสไพรินสัก 2-3 เม็ด เป็นผงแล้วผสมผงดังกล่าวกับโลชั่นทามือทาส่วนผสมดังกล่าวลงไปบนผิวบริเวณที่ คัน " โลชั่นจะช่วยดึงเอาแอสไพรินเข้าไปแล้วช่วยบรรเทาอาการคันได้" คือ คำกล่าวของนายแพทย์เวล รีส ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่อยู่ใน Dermatology Medical Group of San Francsico
    />
    />แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อาการแพ้ทุกอย่างจะใช้แอสไพรินได้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนนำไปใช้
    />
    />    รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
    />
    />ผลการวิจัยแนะว่า ผู้ชายทุกคนจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หากมีอายุยืนยาวมากพอถึงช่วงหนึ่ง เมื่อคณะวิจัยของเมโยคลินิกศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ชาย 1,400 คนเป็นเวลา 5 ปีครึ่ง ก็พบว่าผู้ชายที่ทานยาประเภทเอ็นเสด (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) อย่างเช่นแอสไพริน เป็นประจำทุกวัน จะมีแนวโน้มก่อมะเร็งต่อมลูกหมากเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ที่ไม่ทาน ตามคำกล่าวของแพทย์หญิงโรสบัด โรเบิร์ตส์ซึ่งทำการวิจัยนั้น ยาชนิดนี้จะขัดขวางการผลิต และจำกัดความเสียหายที่เกิดจากเอนไซม์ค็อกซ์-2 (COX-2 enzyme) ซึ่งช่วยเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
    />
    />    อาจบรรเทาผิวไหม้จากแสงแดดได้ทันใจ
    />
    />ถึงคุณจะใช้ เอสพีเอฟ ป้องกันผิวตลอดช่วงหน้าร้อน แต่ยังไม่วายถูกแดดเผา ตอนพักร้อนที่ชายทะเลจนได้ มีการวิจัยว่าแอสไพรินขนาด 325 มิลลิกรัม 2 เม็ดนั้น อาจบรรเทาอาการได้ ดอกเตอร์รีสบอกว่า "แอสไพรินจะช่วยยับยั้งกระบวนการที่ก่อให้เกิดผิวไหม้ (การแพ้แดดของผิวหนัง) ถ้าคุณทานยาไปสัก 2-3 เม็ด หลังจากตากแดดมากเกินไป ผิวคุณจะไหม้และเป็นรอยพองน้อยลงเยอะเลย"
    />
    />    ป้องกันอาการหัวใจพิบัติ
    />
    />ไม่ว่าจะเป็น โคเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง น้ำหนักเกิน สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ถ้าคุณมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งในนี้ล่ะก็ U.S.Preventive Health Task Force พบว่าการกินแอสไพรินอาจช่วยได้ อย่างน้อยวันละ 75 มิลลิกรัม จะลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้เกือบร้อยละ 30 โดยอาจทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อน และยับยั้งการอักเสบของหลอดเลือด และจำไว้ว่าการเคี้ยวแอสไพรินตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอาการเจ็บหน้าอก จะยับยั้งอาการหัวใจพิบัติตั้งแต่เริ่มต้น หรืออย่างน้อยก็ช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากหัวใจพิบัติได้
    />
    />ในกรณีนี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองว่าแพทย์สามารถสั่ง แอสไพริน ให้กับคนไข้โรคหัวใจเพื่อรักษาอาการของโรคได้แล้วตั้งแต่ปี 1988 การวิจัยใหม่ๆ ก็ให้ผลตรงกันว่าแอสไพรินไม่ได้มีผลทำลายหัวใจทั้งยังสามารถให้เป็นยารักษา โรคดังกล่าวได้ด้วย ทุกวันนี้คนอเมริกันกินแอสไพรินร่วมๆ 80 ล้านเม็ดต่อวัน เพื่อจุดประสงค์เพื่อป้องกัน และรักษาโรคหัวใจมากกว่าการกินเพื่อบรรเทาปวดลดไข้
    />
    />    ขจัดผิวสากด้าน
    />
    />ผู้หญิงบางคนรู้สึกว่ามือสากด้านนั้นดึงดูดใจ แต่มือที่นุ่มนวลนั้นย่อมน่าสัมผัสกว่าเป็นไหนๆ ให้บดแอสไพริน 5-6 เม็ด ให้ละเอียดผสมผงยากับน้ำเปล่าและน้ำมะนาวอย่างละครึ่งช้อนชา เอาไปพอกผิวหนังสากด้านไว้ แล้วห่อด้วยผ้าหมาดอุ่นๆ ประมาณ 10 นาที ซูซาน เลไวน์ ผู้เชี่ยวชาญโรคเท้า โรงพยาบาลนิวยอร์ค เพรสไบทีเรี่ยน กล่าวว่า " พวกกรดในแอสไพรินจะทำให้ผิวสากด้านอ่อนนุ่มลง จากนั้นก็จะหลุดออกอย่างง่ายดายเมื่อถูเบาๆ ด้วยหิวภูเขาไฟเพียงไม่กี่ครั้ง"
    />
    />    ลดอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่และ มะเร็งในช่องท้องอื่นๆ
    />
    />ประวัติคนในครอบครัวที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หมายหัวคุณไว้แล้วว่า ให้ทำการตรวจภายในลำไส้ใหญ่เมื่อเริ่มอายุ 50 ขึ้นไป ลองปรึกษาแพทย์เรื่องการทานยาแอสไพริน ประจำทุกวันได้แล้ว บอกเขาว่าคณะนักวิจัยของดาร์ตเมาธ์พบว่าผู้ชายที่ทานแอสไพรินทุกวันๆ ละ 81 มิลลิกรัมนั้น อาจมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยกว่าพวกที่ไม่ใช้แอสไพรินถึงร้อยละ 50 นายแพทย์จอห์น บารอน ผู้ทำการวิจัยบอกว่า " แอสไพรินจะยับยั้งการเติบโตของติ่งเนื้องอก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นอาการแรกเริ่มที่นำไปสู่มะเร็งลำไส้ใหญ่"
    />
    />นอกจากลดความเสี่ยงของมะเร็งแล้ว ยังอาจใช้แอสไพรินในการรักษามะเร็งดังกล่าว ในระยะเริ่มแรกก่อนที่จะลุกลามได้ด้วย
    />
    />    รักษาเริมที่ปาก
    />
    />เชื้อไวรัสเริมอาจมีผลร้ายต่อการใช้ชีวิตในสังคมได้ป้องกันด้วย แอสไพรินเสีย คณะวิจัยที่มหาวิทยาลัยการแพทย์เซมเมลไวซ์ในฮังการีพบว่าการทานแอสไพริน 125 มิลลิกรัมเป็นประจำทุกวัน ช่วยลดระยะเวลาของการเกิดเริมที่ริมฝีปากจากเฉลี่ยประมาณ 8 วันเหลือเพียงแค่ 5 วัน ตามคำบอกของนายแพทย์อิสต์วาน คาราดี หัวหน้าคณะวิจัย ก็คือ " แอสไพรินช่วยลดการอักเสบที่ก่อให้เกิดเริมที่ริมฝีปาก ดังนั้นจึงช่วยรักษาให้หายเร็วขึ้น"
    />
    />    รักษาสมอง
    />
    />คณะวิจัยที่ศูนย์การแพทย์อีราสมัสในเนเธอร์แลนด์พบว่า คนที่ใช้แอสไพรินประจำเป็นเวลาหลายปีมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์น้อย กว่า คนที่ไม่ได้ใช้เป็นประจำถึงร้อยละ 80 ดร.ปีเตอร์ แซนดี้ นักวิจัยที่ ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัย จอห์นฮอปกินส์กล่าวว่า " ทฤษฎีข้อหนึ่งก็คือโรคอัลไซเมอร์เกิดจากปฏิกิริยาอักเสบภายในสมอง และยาจำพวกแอสไพรินอาจช่วยขัดขวางปฏิกิริยาดังกล่าว"
    />
    />    ทำลายหูด
    />
    />กำจัดหูดซะเถอะ วิธีก็มีดังต่อไปนี้ : ตัดเทปชิ้นหนึ่งให้มีรูแล้วแปะบนผิวเพื่อให้หูดยื่นออกมา บดแอสไพรินเม็ดหนึ่งให้ละเอียดแล้วค่อยๆ แปะผงแอสไพรินลงบนบริเวณที่หูดโต ไม่ใช่บริเวณผิวโดยรอบ จากนั้นก็หุ้มด้วยเทปชิ้นเล็กๆ อีกชิ้นหนึ่ง แพทย์หญิง เมอร์วีน เอลการ์ต ศาสตราจารย์ด้านผิวหนังของโรงเรียนการแพทย์ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน แนะนำว่าใช้วิธีนี้รักษาข้ามคืนทุกๆ 3 วัน "ผงแอสไพรินจะช่วยกัดหูดให้หลุดออกมา"
    />
    />    ผลิตลูก
    />
    />เมื่อภรรยาของคุณพร้อมที่จะเลิกกินยาคุม (กำเนิด) ลองขอให้เธอทานแอสไพรินดูบ้าง เมื่อคณะผู้วิจัยในอาร์เจนติน่าให้แอสไพริน 100 มิลลิกรัม แก่ผู้หญิงที่เป็นหมันในทุกวัน คณะผู้วิจัยพบว่าผู้หญิงที่ทานแอสไพรินมีโอกาสตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 นายแพทย์ เอสเตอร์ โพแลก เดอ ฟรายด์ ผู้ทำการวิจัยกล่าวว่า " แอสไพรินช่วยให้เลือดไหลเวียนไปที่รังไข่มากขึ้น"
    />
    />    ป้องกันภาวะสมองขาดเลือด
    />
    />คุณไม่มีทางเกิดภาวะสมองขาดเลือดได้ ถ้าไม่เกิดลิ่มเลือดด้วย ข้อเด่นพิเศษของแอสไพรินคือ ป้องกันไม่ให้เลือดจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นลิ่มเลือด ซึ่งบทความผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร British Medical Journal คณะวิจัยพบว่าการใช้แอสไพรินทุกวันช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองขาดเลือด ได้มากกว่าร้อยละ 25 ในผู้ชายที่เคยมีภาวะดังกล่าวหรือมีแนวโน้มว่าจะมีผลการศึกษาอื่นๆ แนะนำว่าอัตราการลดความเสี่ยงดังกล่าวอาจสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ ดอกเตอร์บารอน กล่าวว่า " นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการป้องกันภาวะสมองขาดเลือดที่เราค้นพบ และยังช่วยลดความเสียหายที่ภาวะสมองขาดเลือดก่อให้เกิดขึ้นได้"
    />
    />นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีกที่บอกว่าแอสไพรินสามารถป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน บรรเทาอาการเท้าชา ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง สามารถชะลอความแก่ได้
    />
    />ผลข้างเคียง ความเสี่ยงที่ยังคงอยู่
    />
    />ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีมิติที่หลากหลาย และไม่มีอะไรจะดีสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะมีงานวิจัยจำนวนมากบอกว่าแอสไพรินมีประโยชน์ในการรักษาอาการต่างๆ มากกว่าการลดไข้บรรเทาปวดและในบางแห่งบางที่จะมีการพูดถึงสรรพคุณราวกับเป็น ยาวิเศษ แต่นั่นอาจเป็นเพียงคุณสมบัติด้านเดียวที่แอสไพรินมีและอาจทำให้เราละเลยข้อ ควรระวังอื่นๆ ก็เป็นได้
    />
    />ถึงแม้จะมีการค้นพบคุณสมบัติใหม่ๆ แต่แอสไพรินใช่ว่าจะสามารถใช้ได้กับมนุษย์ทุกรูปแบบ บางทีอาจต้องให้แพทย์พิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น ในกรณีของเด็ก ผู้ป่วยโรคต่างๆ หญิงมีครรภ์ คนชรา ฯลฯ เพราะผลข้างเคียงที่เป็นข้อด้อยจะออกฤทธิ์รุนแรงหาผู้ที่กินเข้าไปมีอาการ เกี่ยวกับเลือด เช่น เลือดออกในช่องท้องอยู่แล้ว ผลข้างเคียงของแอสไพรินก็คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องอืด เสียดท้อง เสียงดังในรูหู อุจจาระมีสีดำหรือมีเลือดปน หอบหืด หายใจขัด วิงเวียน สับสน กระวนกระวาย และซึม
    />
    />อีกประการหนึ่งก็คือแอสไพรินมักทำปฏิกิริยาในทางลบกับกระเพาะอาหาร ในภาษาทั่วไปก็คือมีฤทธิ์กัดกระเพาะ ทำให้เลือดออกได้ง่ายและเกิดอาการอักเสบ
    />
    />แอสไพรินอาจทำให้การตั้งครรภ์มีปัญหาได้โดยเฉพาะช่วงสามเดือนแรก และสามเดือนก่อนคลอด หากมีความจำเป็นต้องใช้ ควรให้แพทย์ให้ในปริมาณน้อยๆ
    />
    />ระวังอย่างไร หากใช้แอสไพริน
    />
    />แอสไพรินที่มีอยู่ในตลาดยาเวลานี้มีหลายรูปแบบ เป็นเม็ดธรรมดา เม็ดเคลือบ แคปซูล สำหรับเด็กอาจเป็นแบบเหน็บก้นในต่างประเทศทำเป็นหมากฝรั่งก็มี
    />
    />แบบเม็ดฟู่ที่ต้องละลายน้ำนั้นไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ ไตและมีความดันโลหิตสูง เพราะมีปริมาณของโซเดียมมาก ผู้ป่วยโรคเหล่านี้ไม่ควรได้รับโซเดียมมากเกินไป
    />
    />ควรกินแอสไพรินหลังอาหาร และต้องดื่มน้ำตาม 1 แก้วใหญ่ เพื่อป้องกันการกัดกระเพาะ
    />
    />สำหรับแอสไพรินชนิดเหน็บทวารสำหรับเด็กนั้น ให้นำเม็ดยาจุ่มน้ำพอให้ขึ้น ให้เด็กนอนตะแคงซ้าย ยกเข่าขวาให้สูง สอดเม็ดยาเข้าไปในทวารหนัก และให้เด็กอยู่ในท่าตะแคงประมาณ 15 นาที หรือนานกว่านั้น และต้องไม่ให้เด็กใช้ยาแอสไพรินหากเด็กป่วยเป็นอีสุกอีใส ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ เพราะอาจเป็นอันตรายได้
    />
    />หากคุณกินแอสไพรินเป็นยาแก้ปวด ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 10 วัน สำหรับผู้ใหญ่และเด็กไม่ควรเกิน 5 วันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ และไม่ควรได้รับแอสไพรินเกินกว่า 5 ครั้งใน 1 วัน ที่มีไข้สูงนานกว่า 3 วัน หรือเป็นไข้เป็นๆ หายๆ ไม่ควรใช้เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้ออื่นๆ ได้
    />
    />ผู้ที่เป็นเบาหวานและต้องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ หากกินแอสไพรินเกินกว่า 8 เม็ดต่อวัน อาจทำให้ผลตรวจผิดพลาดได้
    />
    />ตามคำแนะนำของเภสัชกร ผู้เป็นโรคต่อไปนี้ไม่ควรกินแอสไพรินโดยไม่ปรึกษาแพทย์ โรคภูมิแพ้ โลหิตจาง เลือดออกผิดปกติ มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้ หอบหืด ตับ ไต เก๊าท์หรือโรคข้อ เนื้องอกในโพรงมดลูก
    />
    />ผู้ที่มีความจำเป็นต้องกินแอสไพรินเป็นประจำ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอสไพรินนั้นปกติก็มีฤทธิ์กัดกระเพาะ เมื่อบวกกับแอลกอฮอล์ก็ยิ่งเร่งปฏิกิริยา ให้กระเพาะเสียหายเร็วขึ้น
    />
    />การกลับมาของแอสไพริน แม้ว่าจะมีการค้นพบสรรพคุณมากมายหลายหลากของยาชนิดนี้ แต่ยาก็คือยา ไม่ใช่ขนมและไม่ใช่สิ่งวิเศษ แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก หาซื้อง่ายจนเกือบเป็นยาสามัญประจำบ้าน หากไม่แน่ใจว่าจะลองกินเพื่อรักษาอาการต่างๆ ดีหรือไม่ หรือไม่แน่ใจว่าตนเองมีโรคอะไรที่แอสไพรินจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้แล้วละ ก็ การปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดอยู่นั่นเอง… ก็สุขภาพของเรานี่นา
    />
    />แอสไพรินมาส์ก
    />ไม่รู้มีใครเคยใช้หรือเปล่านะครับ แต่ผมพอดีไป Search เจอเข้า ว่า Aspirin ที่เอาไว้กินแก้ไข้ แก้ปวด สามารถนำมาทำเป็นมาส์กได้แถมเข้าขั้นมาส์กระดับเยี่ยมสำหรับคนหน้ามัน เป็นสิวอีกต่างหาก เวบที่ผมเข้าไปดูข้อมูลอยู่บ่อยๆมีคนมารีวิวเป็นเกือบร้อยคนและเกิน 90% ที่พอใจกับผลที่ได้ คนที่ใช้เคยใช้มาทั้ง Clinique, Murad, Proactive, Clean & Clear
    />
    />ผมขออธิบายนิดนึงก่อนเข้าเรื่องวิธีการทำและใช้นะ ครับ Aspirin เป็นรูปหนึ่งของ BHA หรือ Salicylic Acid ที่เพื่อนๆได้ยินกันบ่อยๆสำหรับคนเป็นสิว หน้าที่ของมันคือ ผลัดเซลล์ผิว ละลายไขมันที่เกาะตามรูขุมขน และกระชับรูขุมขน แถมช่วยให้หน้าขาวใสขึ้น นี่แหละครับคนก็เลยเอา Aspirin มาทำเป็นมาส์กชั้นเยี่ยมซะเลย
    />
    />คุณสมบัติ ของแอสไพรินมาส์ก
    />1. ช่วยกระชับรูขุมขน
    />2. ช่วยละลายไขมันที่อยู่ตามรูขุมขนให้หลุดออก ลดการเกิดสิว
    />3. ลดการอักเสบของสิวที่แดงๆ
    />4. ช่วยทำให้หน้าขาว ใสขึ้น
    />5. ช่วยทำให้หน้ามันน้อยลง
    />
    />วิธีทำ
    />1. เตรียมแอสไพรินขนาด 500 มิลลิกรัม 4-5 เม็ด (มีขายทั่วไปตามร้านขายยา ที่ซื้อมาจากวัตสันแผงละ 13 บาทมี 8 เม็ด)
    />2. นำมาบดให้ละเอียดเป็นผงๆ ด้วยหลังช้อนหรืออะไรก็ได้ที่สะอาด
    />3. เติมน้ำอุ่นๆลงไปนิดหน่อยให้พอใช้ คนให้ละลาย
    />4. ทาทั่วหน้าทิ้งไว้จนกว่าจะแห้ง แล้วล้างออก ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (ถ้าใครผิวมันมาก อาจมาส์กบ่อยขึ้นได้)
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,249
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ประโยชน์ของแอสไพริน
    « ตอบกลับ #1 เมื่อ: กันยายน 13, 2011, 00:07:58 00:07 »
  • Publish
  • ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

     


    Facebook Comments