ผู้เขียน หัวข้อ: พระวิบูลวชิรธรรม (หลวงพ่อสว่าง อุตตโร)  (อ่าน 3321 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ตาต้นเหม็น KOC

  • คนกันเอง
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 1,080
  • ช่างไขว่คว้าครับ...
                                                                   พระวิบูลวชิรธรรม (หลวงพ่อสว่าง อุตตโร)
/>                                                           
/>
/>     
/>        
/>                                                                                ประวัติหลวงพ่อสว่าง
/>      ชาตุภูมิ
/>
/>       พระวิบูลวชิรธรรม นามเดิม สว่าง นามสกุล เจริญศรี นามฉายา อุตตโร นามบิดา ขุนเจริญสวัสดิ์ (เจริญ เจริญศรี) นามมารดา หอม หรือ ก้อนดิน เกิด บ้านน้ำหัก ตำบลท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2426 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 7 ปีมะแม เป็นบุตรคนที่ 5 ของคุณเจริญสวัสดิ์ (เจริญ เจริญศรี) แต่เป็นบุตรคนเดียวของคุณแม่หอมหรือก้อนดิน ทั้งนี้เนื่องจากโยมมารดาของท่านเป็นคนที่ 2 ของขุนเจริญสวัสดิ์ (เจริญ เจริญศรี) นั่นเอง มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน 5 คน กล่าวคือ
/>    1. นางแส (ถึงแก่กรรมแล้ว)
/>    2. นางกลีบ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
/>    3. นางเคลือบ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
/>    4. นางสวัสดิ์ (ถึงแก่กรรมแล้ว)
/>    5. พระวิบูลวชิรธรรม (ก่อนมรณภาพเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดกำแพงเพชร)
/>การศึกษาเบื้องต้น
/>
/>       เมื่อหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม เกิดได้เพียง 5 วัน โยมมรดาของท่านก็ถึงแก่อนิจกรรม ได้มีแม่น้าเลี้ยงดูท่านจนเติบใหญ่ (แม่น้าก็คือภรรยาคนที่ 1 ของขุนเจริญสวัสดิ์นั่นเอง) พอท่านมีอายุพอสมควรที่จะเล่าเรียนศึกษาได้ ท่านก็เริ่มศึกษาเล่าเรียนอักขระสมัย และหนังสืออักขระขอมเบื้องต้น จากขุนเจริญสวัสดิ์บิดาของท่าน พอท่านอายุได้ 13 ขวบ ขุนเจริญสวัสดิ์บิดาก็ถึงแก่อนิจกรรม พระวิบูลวชิรธรรมจึงเป็นผู้กำพร้า บิดา-มารดา แต่เยาว์วัย แต่ท่านก็พยายามประคองตัวประคองใจเชื่อฟังคำตักเตือนสั่งสอนของมารดาเลี้ยงเป็นอย่างดี เนื่องจากท่านอยู่กับมารดาเลี้ยงของท่านตลอดมา มารดาเลี้ยงของท่านก็เอ็นดูรักใคร่สงสารปราณีท่านเสมือนเป็นบุตรที่แท้จริง มีความประสงค์อยากจะให้หลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม ได้รับการศึกษาชั้นสูงๆขึ้นไปอีก เพื่อจะได้มีความรู้เฉลียวฉลาด จะได้ดำเนินวิถีชีวิตตามเยี่ยงขุนเจริญสวัสดิ์ผู้บิดา เนื่องจากบิดาของท่านเป็นผู้มีความสามารถเฉลียวฉลาด มีคนเคารพนับถือทั้งในหมู่บ้านตำบลที่มีภูมิลำเนาอยู่และตำบลอำเภอไกล้เคียงทั่วไป มารดาเลี้ยงจึงได้นำพระวิบูลวชิรธรรมไปฝากกับหลวงพ่อเผือกหรือพระครูบรรพโตปมญาณ วัดหัวดงเหนือ ตำบลหัวดง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ สมัยนั้นนับว่าวัดหัวดงเหนือ เป็นสำนักเรียนอักขระสมัยมูลกัจจายน์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังสำนักหนั่ง หลวงพ่อฯท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมูลกัจจายน์ และหนังสืออักขระขอมอยู่ที่วัดหัวดงเหนือ เป็นเวลานานประมาณ 7 ปี มีพระอาจารย์สด (ต่อมาได้เลื่อนฐานะเป็นพระครูสวรรค์วิถี) เป็นครูสอน พอหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรมมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์มารดาเลี้ยงได้อนุญาตให้ไปศึกษาต่อที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมอบให้พระครูบรรพโตปมญาณ (หรือหลวงพ่อเผือก) วัดหัวดงเหนือ พระอาจารย์ของท่านเป็นผู้นำไป ทั้งได้มอบปัจจัยสี่ไปพอสมควรให้แก่พระครูบรรพโตปมญาณ (หรือหลวงพ่อเผือก) ไปเป็นจำนวนครบถ้วน เพื่อจับจ่ายใช้สอย เพื่อดำเนินการอุปสมบทหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรมด้วย
/>การอุปสมบท
/>
/>                                               
/>
/>       หลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม อุปสมบทเมื่อวันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับวันขึ้น 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล พัทธสีมาวัดขุนญาณ ตำบลคลองเมือง อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
/>    พระญาณไตรโลกย์ (สะอาด) วัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นพระอุปัชฌาย์
/>    พระวินัยธรศรี วัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระกรรมวาจาจารย์
/>    พระปลัดแพ วัดศาลาปูน อำเภอกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระอนุสาวนาจารย์
/>    พระอุปัชฌาย์ ให้นามฉายาว่า อุตตโร”
/>
/>       เมื่อพระวิบูลวชริธรรมอุปสมบทแล้ว ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและบาลีอยู่ที่สำนักเรียนวัดศาลาปูนเป็นเวลา 2 ปี และได้กลับมาอยู่กับพระครูบรรพโตปมญาณ (หลวงพ่อเผือก) ที่วัดหัวดงเหนือ ตำบลหัวดง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ตามเดิม ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย จากพระอาจารย์สด(พระครูสวรรค์วิถี) ซึ่งเป็นอาจารย์เดิมอีกเป็นเวลา 2 พรรษา แล้วได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท่างิ้ว อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์เป็นเวลา 2 พรรษา จากนั้นได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว (วัดมณีบรรพตวรวิหาร) จังหวัดตาก อีก 2 พรรษา แล้วได้ย้ายกลับมาอยู่ที่วัดท่างิ้วตามเดิมอีก ต่อมาเมื่ออาจารย์ปั้นเจ้าอาวาสวัดท่างิ้วได้มรณะภาพลง หลวงพ่อพระครูน้อย ขณะนั้นยังเป็นประทวนสมณะศักดิ์อยู่ ได้ตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่างิ้ว เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสแล้ว ได้ทราบข่าวว่าจังหวัดอุทัยธานีตั้งสำนักศาสนศึกษาขึ้น จึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดสังกัดคีรีวงค์อุดมมงคลเขตร อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีอาจารย์ลพเป็นเจ้าอาวาส มีอาจารย์จ่อยเป็นครูสอน ได้ศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่วัดสังกัดคีรีวงค์ 1 พรรษา เมื่อเห็นว่ามีความรู้พอสมควรแล้วได้กลับมาอยู่ที่วัดท่างิ้วตามเดิม เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดท่างิ้ว และเพื่อจัดตั้งสำนักเรียนขึ้นที่วัดท่างิ้วต่อไป
/>
/>       กลับมาอยู่ที่วัดท่างิ้วแล้ว ได้จัดข้อระเบียบปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสามเณรภายในวัดให้เรียบร้อย ได้จัดการบูรณะซ่อมแซมกุฏิ ศาลาการเปรียญ พระอุโบสถให้เรียบร้อยดี ได้ตั้งศาสนศึกษาขึ้นที่วัดท่างิ้ว ได้ทำการสอนเอง มีพระภิกษุ สามเณร ศึกษามากพอสมควร คือประมาณปีละ 20 กว่ารูป สำหรับนักเรียนบ้านนอกในสมัยนั้น มีนักเรียนปีละ 20 กว่ารูป ก็นับว่ามากพอสมควร การสอบสนามหลังนั้นบางปีก็ไปสอบที่นครสวรรค์ บางปีก็ไปสอบที่วัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างมากขึ้น การสอนโรงเรียนก็ทำไม่ได้สะดวก จึงได้ฝึกอาจารย์แฉล้มให้เป็นผู้ช่วยสอนอีกรูปหนึ่ง ท่านก็ได้เอาใจใส่ช่วยสอนเป็นอย่างดี นับว่าสำนักเรียนวัดท่างิ้ว เป็นสำนักเรียนแห่งแรกของ อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์
/>        
/>
/>        ต่อมาในปี พ.ศ. 2468 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี กิ่งอำเภอแสนตอ จังหวัดกำแพงเพชร (สมัยนั้นอำเภอคลองขลุงยังเป็นอำเภอขาณุอยู่ อำเภอขาณุยังเป็นกิ่งอำเภอแสนตอ ต่อมาราวปี พ.ศ.2493 จึงเปลี่ยนอำเภอแสนตอเป็นอำเภอขาณุวรลักษบุรีมาจนถึงทุกวันนี้) แต่ก็ยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลท่างิ้วอยู่อีกด้วย และยังอยู่ที่วัดท่างิ้วตามเดิม การขึ้นมาราชการคณะสงฆ์ที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี ในสมัยนั้นมีความลำบากมาก เพราะการคมนาคมไม่สะดวกเช่นทุกวันนี้ โดยมากก็จ้างเรือแจวบ้าง เรือถ่อบ้าง บางครั้งก็มารถงาน บางครั้งก็เดินเท้า ถ้าเป็นหน้าพรรษาก็มาค้างคราวละ 5-6 คืนแล้วก็กลับ ถ้าขึ้นหน้าแล้งก็มาค้างมากคืนหน่อย ส่วนมากค้างคืนที่วัดศรีภิรมณ์ อำเภอคลองขลุง ท่านได้ปฏิบัติดังนี้ตลอดมา
/>
/>        ต่อมาก็ได้รับตราตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ใน พ.ศ. 2468 ครั้นถึงปี พ.ศ. 2470 ได้รับตราตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอขาณุวรลักษบุรี และกิ่งอำเภอแสนตอ จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูวิบูลวชิรธรรม” ได้รับตราตั้งให้เป็นกรรมการตรวจประโยคนักธรรมชั้นตรีในสนามหลวง ได้รับเลื่อนฐานะเป็นพระคูชั้นเอกแล้วก็ได้ขยายสำนักเรียนให้มีมากขึ้นได้อบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณะให้มีข้อวัตรปฏิบัติดีขึ้น ได้เทศนาสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติดีมีศีลธรรมประจำใจ เอาใจใส่ในการก่อสร้างเสนาสนะต่างๆมากมาย ได้ขออนุญาตเปิดสนามสอบธรรม ขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์ กิ่งอำเภอแสนตอ ครั้นทางราชการได้แยกอำเภอขาณุวรลักษบุรี เป็นอำเภอคลองขลุง กิ่งอำเภอแสนตอเป็นอำเภอขาณุวรลักษบุรีแล้ว โดยมีเจ้าคณะอำเภอทั้งสองอำเภอแล้ว ได้แยกสนามสอบธรรม มาสอบที่วัดศรีภิรมณ์อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร ต่อมาในปี พ.ศ.2490 ได้รับใบตราตั้งให้เป็นกรรมการศึกษาประจำตำบลคลองขลุง
/>        
/>
/>        เมื่อ พ.ศ. 2500 คณะสงฆ์อำเภอคลองขลุงและประชาชนชาวตำบลท่าพุทรา ได้พร้อมกันไปอาราธนาพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม ให้ข้นมาประจำอยู่ที่วัดคฤหบดีสงฆ์ตำบลท่าพุทรา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อจะได้บูรณะวัดให้ดีขึ้น เพราะว่าวัดคฤหบดีสงฆ์ได้ชำรุดทรุดโทรมลงอย่างหนัก ดังนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรมจึงได้มาประจำอยู่ที่วัดคฤหบดีสงฆ์ จนตราบเท่าถงอวสานแห่งชีวิตของท่าน เมื่อได้ขึ้นมาอยู่ที่วัดคฤหบดีสงฆ์แล้วก็ได้ก่อสร้าง กุฏิ อยู่ของท่านก่อน แล้วก็สร้างโรงเรียนปริยัติธรรมขึ้นหนึ่งหลัง สร้างศาลาการเปรียญ สร้างกำแพงวัดด้านตะวันออก สร้างมณฑป สร้างกำแพงวัดรอบหมดทั้ง 4 ด้าน สร้างพระอุโบสถ สร้างน้ำประปก สร้างถนนภายในวัด (สร้างเป็นคอนกรีต) สร้างเมรุ (ที่เผาศพ) สร้างศาลาธรรมสังเวช สร้างซุ้มประตู และซ่อมพระวิหาร ซ่อมพระพุทธรูปในพระวิหาร พูดได้ว่าสิ่งก่อสร้างภายในวัดคฤหบดีสงฆ์ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่หลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรมได้สร้างขึ้นใหม่ทั้งนั้น
/>
/>       พูดถึงด้านพระภิกษุสามเณร ได้วางระเบียบ การทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น การทำอุโบสถสังฆกรรมให้มีตลอดปีมิได้ขาด ได้ตั้งสำนักศึกษาขึ้นภายในวัด เพื่อให้พระภิกษุสามเณะได้ศึกษาเล่าเรียนกัน ได้ย้ายสำนักสอบธรรมสนามหลวงจากวัดศรีภิรมณ์ มาสอบที่วัดคฤหบดีสงฆ์ตลอดมาจนทุกวันนี้ พระภิกษุสามเณรภายในวัดมีความประพฤติปฏิบัติเรียบร้อย เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนที่ได้พบเห็นทั่วไป เมื่อ พ.ศ.2501 ได้รับพระราชทานสมณสศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระครูวิบูลวชิรธรรม”
/>กิจที่รับนิมนต์ต่างๆ
/>
/>       สำหรับกิจนิมนต์นั้นหลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรม ไม่เคยขัดข้อง ไม่เคยเลือกชั้นวรรณะใครนิมนต์ก็ได้ เว้นแต่ท่านมีกิจธุระจำเป็นอย่างอื่นหรือเจ็บป่วยอาพาธเสียเท่านั้น ที่จะไปตามความประสงค์ของผู้นิมนต์ไม่ได้ ถ้าท่านไม่มีกิจธุระใดๆ และไม่อาพาธ ท่านต้องไปตามความประสงค์ของผู้นิมนต์ทุกรายไป จะเป็นผู้ใดก็ตาม บ้านเล็กบ้านน้อย ยากดีมีจน เศรษฐีผู้ดีไพร่ร่ำรวยอย่างไรท่านรับนิมนต์แล้วท่านต้องไปทุกราย และตรงตามเวลาที่นิมนต์ไว้ไม่คลาดเคลื่อน เว้นแต่บางรายที่รับนิมนต์ไว้ บังเอิญถึงวันนัดหมาย ท่านเกิดอาพาธกระทันหัน ท่านก็จัดให้พระภิกษุในปกครองของท่านไปแทน ถ้ากิจนั้นพระภิกษุอื่นทำการแทนได้ เว้นแต่กิจที่นิมนต์นั้นเป็นหน้าที่ของท่านโดยเฉพาะก็ต้องเลื่อนไปทำในวันหน้า และท่านต้องส่งข่าวให้ทราบล่วงหน้าก่อนกำหนด เพื่อมิให้เจ้าภาพผู้นิมนต์เกิดความเสียหาย
/>
/>       ท่านมีความเมตตา กรุณา อารีย์ต่อศิษย์และต่อบุคคล ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้น จึงมีประชาชนทั้งในจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดอื่นๆทั้งไกล้ทั้งไกลมาเยี่ยมเยียนกราบนมัสการท่านอยู่มิได้ขาด บุคคลที่มาส่วนมากก็มาให้ท่านอาบน้ำมนต์ ประพรหมน้ำมนต์ให้บ้าง ขอสิ่งของที่ระลึกบ้าง บางคนก็อยากได้เหรียญ อยากได้ธงทิว อยากได้ผ้ายันต์ อยากได้พระว่าน อยากได้ตะกรุด ดังนี้เป็นต้น หลวงพ่อพระวิบูลวชิรธรรมท่านจึงได้สร้างเหรียญปลอดภัย และเหรียญที่ระลึดรูปเหมืององค์ท่านขนาดต่างๆ ตามความประสงค์ของศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไป นอกจากเหรียญ ยังมีผ้ายันต์ ธงทิว และยันต์หนังเสือ ดังนี้เป็นต้น สิ่งของที่ระลึกดังกล่าว หลวงพ่อได้แจกให้แก่ศิษยานุศิษย์ และประชาชนทั่วไปที่ต้องการ เพื่อนำไปใช้ทางเมตตาบ้าง ทางแคล้วคลาดบ้าง ทางมหาอำนาจบ้าง ทางมหาอุดบ้าง ทางคงกระพันชาตรีบ้าง เมื่อนำไปใช้แล้วได้ผลตามความต้องการเป็นเหตุให้ผู้ที่ไม่มีของๆหลวงพ่อฯกราบนมัสการขอของที่ระลึกดังกล่าวมาก โดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคือ ยันต์หนังหน้าผากเสือนี้ กับเหรียญปลอดภัย เฉพาะยันต์หนังหน้าผากเสือนี้ท่านมีชื่อเสียงมานานแล้ว ของที่ระลึกที่ควรเสาะหาอีกอย่างหนึ่งก็คือ พระผงที่ทำด้วยว่าน 108 ชนิดผสมผงมหาราช เป็นรูปพระพุทธแบบสามเหลี่ยม และเม็ดน้อยหน่า ท่านสร้างแต่ 2480 2483 หลวงพ่อท่านเคยมอบให้ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหะเสนา นายกรัฐมนตรีนำไปแจกทหารที่ไปรบในสงครามอินโดจีน ท่านสร้างครั้งเดียวแล้วไม่ได้สร้างอีก สร้างสมัยท่านอยู่วัดท่างิ้ว นับว่าเป็นพระผงที่ควรหาไว้ใช้เป็นอย่างยิ่ง
/>
/>       ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2520 ท่านก็ได้เริ่มป่วยมีอาการไอมากผิดปกติ ท่านก็ได้เรียกหมอชาวบ้านมาฉีดยาให้ และหลวงพ่อท่านมีความรู้ทางการแพทย์โบราณเป็นอย่างดี ท่านก็ได้ใช้ทายกไปนำเครื่องยาสมุนไพรมาต้มยาฉันเอง อาการไอก็ทุเลาลงเท่าที่ควร พอวันที่ 19 มกราคม 2520 เวลาบ่าย นายแพทย์ ปรีชา มุสิกุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกำแพงเพชร ได้มาเยี่ยมนมัสการหลวงพ่อที่วัดคฤหบดีสงฆ์ ตำบลท่าพุทรา ก็มาพบอาการไอของหลวงพ่อท่าน ไอมากผิดปกติจึงได้อาราธนานิมนต์หลวงพ่อไปตรวจฉายเอ๊กซ์เรย์ที่โรงพยบาลกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร ในวันที่ 19 มกราคม 2520 เวลา 15.00 น. หลวงพ่อก็ออกเดินทางจากวัดคฤหบดีสงฆ์โดยรถยน์ของนายแพทย์ปรีชา มุสิกุล ดังกล่าว พอถึงโรงพยาบาลกำแพงเพชร แพทย์ก็เริ่มฉายเอ๊กซ์เรย์ตรวจพบว่าปอดข้างขวาเป็นแผล แพทย์ลงความเห็นว่าให้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล หลวงพ่อก็อยู่รักษาตัวตามความเห็นของแพทย์ ในการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกำแพงเพชรนั้นก็ได้มีพระภิกษุวัดคฤหบดีสงฆ์ผลัดเปลี่ยนกันไปเป็นเวรรับใช้วันละ 2-3 องค์ และทายกอีก 1-2 คน พระที่อยู่ประจำมากกว่าทุกองค์ ก็มีพระสาคร พระประสงค์ ทายกที่ประจำอยู่กับหลวงพ่อก็มี นายจอง บุญงาม ส่วนนายแพทย์ปรีชา มุสิกุล ก็มาเยี่ยมเสมอๆ เกือบทุกวัน ขณะหลวงพ่อรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้น อาการไอทุเลาลงบ้าง แต่ท่านฉันอาหารไม่ได้ มีอาการอ่อนเพลีย แต่หลวงพ่อไม่เคยพูดให้ใครฟังเลยว่าท่านหนักใจ มีประชาชนชาวอำเภอคลองขลุงทุกตำบลไปเยี่ยมกราบนมัสการ ท่านก็ให้ศีลให้พรทุกคน รวมทั้งประชาชนต่างอำเภอ ต่างจังหวัดไกล้ไกลไปกราบนมัสการเยี่ยมท่านก็สอบถามว่ามาจากไหน เขาก็บอกว่าอยู่นครสวรรค์บ้าง ชัยนาทบ้าง อุทัยบ้าง ท่านก็บอกว่าขอบใจ ขอให้ทุกคนเจริญๆเถอะ เจ็บป่วย ตาย เป็นของธรรมดา มนุษย์ทุกรูป ทุกนาม ก็ต้องเจอ ต้องพบ ไม่เลือกชั้นวรรณะ ทุกคนจะหลีกเลี่ยงความตายหาได้ไม่ หลวงพ่อมีสติดีอยู่ตลอดเวลา แม้ท่านนอนรักษาตัวอยู่ก็ให้พระภิกษุที่เฝ้าปฐมพยาบาลรับใช้อยู่จุดธูปเทียนบูชาพระทุกคืนมิได้ขาด
/>
/>       แต่ความจริงตามที่หลวงพ่อพูดว่า ความตายทุกรูป ทุกนาม ทุกชั้นวรรณะหนีไม่พ้น ต้องประสพ ช้าหรือเร็วเท่านั้น แม้แต่อาตมาเองก็ต้องเจอ แต่จะเจอวันไหนเท่านั้น เมื่อผู้ไปเยี่ยมถามว่าเป็นอย่างไรบ้างหลวงพ่อ ท่านก็ตอบว่า วันนี้ดีขึ้น” เบาแล้ว” กำลังใจแข็ง ครั้นถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520 เวลาเช้าพอตื่นขึ้นท่านบอกว่าวันนี้ดีกว่าทุกวัน รู้สึกสบายใจ ขอน้ำล้างหน้าพระหยิบให้ท่านก็รับเอาไปเสกแล้วก็ล้างหน้า แล้วพูดว่าอยากฉันน้ำมนต์ร้อยปีที่วัดคฤหบดีสงฆ์ จึงใช้ให้นายจำนงค์ คชวารี ไปเอา คนไปเอาน้ำมนต์ยังไม่กลับเลย ขณะนั้นเป็นเวลา 14.00 น. เศษ ท่านพูดว่าใจคอไม่ดี บอกให้พระสาครกับพระประสงค์จุดธูปเทียนแล้วตัวข้าพเจ้า (จ.ส.ต.สังคม คชฤทธิ์) ก็วิ่งไปตามหมอ หมอก็รีบมากันเป็นจำนวนหลายนายที่จำได้มีหมอสมาน หมอไพโรจน์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองฯ และมีนายแพทย์อะไรอีก 2 นาย พยาบาลอีก 3 คนไม่ทราบชื่อ ได้มาช่วยกันปฐมพยาบาลและฉีดยา ตลอดทั้งหลวงพ่อพระครูนิยุติธรรมศาสตร์ เจ้าคณะอำเภอบรรพตพิสัย อยู่ในห้องนั้นด้วย พระสมุห์เสาร์ วัดคลองเจริญก็อยู่ด้วย ครั้นเวลา 14.30 น. ท่านก็สิ้นลมหายใจ ขณะที่ท่านนอนตะแคงพนมมือด้วยอาการอันสงบ มิได้ดิ้นรนกระวนกระวายแต่ประใด ฉะนั้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เวลา 14.30 น. ตรงกับวันอังคารขึ้น 11 ค่ำ เดือน 3 ปีมะเส็ง เป็นวันเวลาที่ท่านศิษยานุศิษย์และประชาชนที่เคารพนับถือสักการะบูชาในท่านไปแล้วไปอย่างไม่มีวันกลับ เฉพาะพระภิกษุสงฆ์ประชาชนในเขตอำเภอคลองขลุง นับว่าเศร้าโศกอาดูรอย่างยิ่ง ขาดที่พึ่งทางใจอันใหญ่หลวง
/>        
/>                                                                        
/>ศิริรวมอายุได้ 94 ปี 7 เดือน 25 วัน
/>พรรษา 74 พรรษา
/>
/>ที่มา: หนังสือที่ระลึกบำเพ็ญกุศล ครบ (สตงมวาร) 100 วัน
/>โดย คณะศิษยานุศิษย์
/>   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 23, 2012, 18:00:15 18:00 โดย ตาต้นเหม็น KOC »
"เพื่อนร่วมคอ สอชอฟอ ห้าสองหนึ่ง...ช่างไฟฟ้า สุดซึ้ง ซึ่งจำห่าง
/>จากกันไป เมื่อใด อย่าให้จาง....จากแค่ร่าง อย่าห่างหาย ให้โทรฯมา"
/>

ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 1,709
  • มือถือ 21491911 59591911
Re: พระวิบูลวชิรธรรม (หลวงพ่อสว่าง อุตตโร)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มีนาคม 24, 2012, 22:14:08 22:14 »
  • Publish
  • miiw

    />"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
    />ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

    ออฟไลน์ ธเนศ..

    • นักบริหาร
    • ****
    • กระทู้: 351
    • เกิดกำแพงตอนนี้ทำมาหากินอยูมหาชัยครับ
    Re: พระวิบูลวชิรธรรม (หลวงพ่อสว่าง อุตตโร)
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 02, 2012, 15:11:40 15:11 »
  • Publish
  • miiw  ผมก็มีท่านเหมือนกันเพราะผมคนคลองขลุงครับ..
    เกิดกำแพงตอนนี้ทำมาหากินอยูมหาชัยครับ

     


    Facebook Comments