ผู้เขียน หัวข้อ: ชาวนาวันหยุด  (อ่าน 5273 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 5,182
  • เพศ: ชาย
    • http://www.facebook.com/PanuMax
ชาวนาวันหยุด
« เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 08:56:06 08:56 »
  • Publish
  • กระทู้นี้ขออนุญาตนำบทความข้อเขียนและวิดีโอคลิปของอาจารย์ศุภชัยจากเฟซบุ๊คชาวนาวันหยุดมาเผยแพร่เพื่อสืบสานวิถีเกษตรกรไทยต่อไปครับ- ขอให้กระทู้นี้เป็นกระทู้วิชาการนะครับเพื่อให้เกียรติเจ้าของเรื่องครับ




    จาก  https://www.facebook.com/pages/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94/174480659289126
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 29, 2012, 08:58:44 08:58 โดย แม็กซ์ ลูกขุนสรรค์ »
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,182
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ชาวนาวันหยุด
    « ตอบกลับ #1 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 09:00:21 09:00 »
  • Publish


  • จุดเริ่มต้นอาชีพชาวนา  ของชาวนาไทยส่วนใหญ่ คือ เป็นมาโดยกำเนิด ด้วยการสืบทอดต่อจากบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย  ที่ได้มาพร้อมกับ มรดกตกทอด ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน แปลงนา เครื่องไม้ เครื่องมือ คำสอน ตัวอย่าง ภูมิปัญญา ประสบการณ์ ที่ถูกถ่ายทอด มาจากรุ่น สู่รุ่น   แต่ด้วยเงื่อนไข ทางสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้สืบทอดอาชีพ ชาวนา รุ่นลูก รุ่นหลาน เริ่มลดน้อยถอยลง (สวนทางกับอายุ ที่เพิ่มมากขึ้นของชาวนาเต็มเวลาตัวจริง) หันหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่ ใช้ชีวิต ในฐานะของผู้ขายแรงงาน เป็นมนุษย์เงินเดือน และกลายเป็นผู้บริโภคเต็มตัว  เมื่อคนผลิตอาหาร คนปลูกข้าว ให้ชาวไทย และชาวโลกกิน เริ่มลดน้อยถอยลง ในขณะที่ ประชากร โลก เพิ่มขึ้น แตะระดับ 7,000 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่บริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก  ประกอบกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ “ภาวะโลกร้อน ” ทำให้มีความยากลำบากในการทำนาปลูกข้าว มากยิ่งขึ้น  เพราะ ข้าว ได้ชื่อว่าเป็นพืชที่ ใช้ “น้ำ” จำนวนมากในกระบวนการผลิต ตามความเชื่อเดิมๆ ... แล้ว ถ้า “ภาวะโลกร้อน” ทำให้ ปริมาณ “น้ำ” ไม่แน่นอน น้ำมีน้อยลงอย่างมาก  ย่อมส่งผลต่อการ ปลูกข้าว และผลผลิตข้าวต่อไร่  อย่างแน่นอนที่สุด รวมไปถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมชุมชน ย่อมเกิดการแย่งชิงทรัพยากร “น้ำ” เพื่อการเพาะปลูกข้าว ทำลายสิ้นซึ่งความสามัคคี  และการดำรงอยู่ของชุมชน ถ้ายังคง ใช้รูปแบบการเพาะปลูกข้าว แบบเดิมๆ

     ประกอบกับความท้าทาย ในอีก 3 ปีข้างหน้าที่ต้อง เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน (AEC)  ที่ต้องแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพการผลิตข้าว ด้วยต้นทุนที่ต่ำ  กว่าไทย อย่างเวียดนาม กัมพูชา และพม่า
                        ถ้าเป็นดังเช่นที่กล่าว ข้างต้นแล้ว  “ความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจ -สังคม-สิ่งแวดล้อม ” จะเป็นเช่นไร

    แล้ว ผมยังจะสามารถใช้ชีวิต 365 วัน เป็นแค่ “คนกินข้าว”  ที่รับรู้ แนวโน้มว่า ข้าวคุณภาพ กำลังจะขาดแคลน.คุณภาพชีวิตชาวนาไทยกำลัง ถดถอย ย่ำแย่ และไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้  แล้ว “คนกินข้าว” จะอยู่ได้อย่างไร ?
                        ผมตัดสินใจ แบ่งเวลา "1 ใน 3 ของปี"  ไปเป็น “ชาวนาวันหยุด Weekend-holiday Farmer”
     ไม่ใช่เพียงเพื่อเรียนรู้ สะสมให้มาก แต่ต้องการเห็นผลสำเร็จ จากสิ่งที่คิด ด้วยการลงมือทำร่วมกับชาวนา
     ไปลงพื้นที่ทำนา ทำความเข้าใจร่วมกับชาวนา   ภายใต้ข้อจำกัด ของความไม่พร้อม- ไม่มีทรัพยากร เป็นของตัวเอง 
                              1.ไม่มี-ที่ดินทำนาเป็นของตัวเอง                                   2.ไม่มี-เครื่องมือทำนาเป็นของตัวเอง
                              3.ไม่มี-ประสบการณ์ทำนา เป็นของตัวเอง                        4.ไม่มี-ญาติเป็นชาวนา
                              5.ไม่มี-งบประมาณสำหรับการทดลองเก็บข้อมูล ละเอียด
    « แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 29, 2012, 09:02:01 09:02 โดย แม็กซ์ ลูกขุนสรรค์ »
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,182
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ชาวนาวันหยุด
    « ตอบกลับ #2 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 09:04:16 09:04 »
  • Publish
  • จากจุดเริ่มต้นที่หลายๆท่านได้รับ "หนังสือความรู้เบื้่องต้นเกียวกับการปลูกข้าว" ของดร.เบนิโต ไปอ่านทำความเข้าใจกันแล้ว

    ผนวกกับ องค์ความรู้ เรื่อง "ระบบผลิตเปียกสลัีบเเห้ง แกล้งข้าว" ที่ผมได้ย่อย และทยอยเขียนแชร์ประสบการณ์ ใน blog "เส้นทางสายนาดำ"

    http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc

    และวีดีโอ "ช่องชาวนาวันหยุด แกล้งข้าว"

    http://www.youtube.com/supersup300
    ทีนี้ก็มาถามถึง "เป้าหมาย" กันว่า ชาวนาวันหยุด นำพาพวกท่านไปไหน
    หลายคน มีเป้าหมายในการทำนา อินทรีีย์   (เรื่องนี้ต่อยอดได้)หลายคน มีเป้าหมายที่จะเข้าไปปรับเปลี่ยนการปลูกข้าว ในระบบเคมี
    หลายคน  ต้องการทำให้เป็นตัวอย่างกับเพื่อนบ้านข้างเคียง ...หลายคน ต้องการมีความมั่นคงทางอาหาร และการดำรงชีวิต
    เรามีเป้าหมายเดียวกันหรือป่าว ???
    เป้าหมายในเบื้องต้น:
     - ผลผลิต 1 ตันต่อไร่
     - ต้นทุน 3,000 บาท
     - กำไรขั้นต่ำ 5,000 บาท
     - ลด-ละ-เลิก การใช้สารเคมี
    ผลผลิต สามารถขายเป็นพันธุ์ข้าวปลูกได้หน้าเเปลงนา  (เพิ่มมูลค่าผลผลิต) พิสูจน์ความสำเร็จ ให้เพื่อนบ้านยอมรับคุณภาพข้าว
    ต้องมารอซื้อหน้าเเปลงนาครับ (ลองไปดูครับ ชาวนาส่วนใหญ่ ซื้อพันธุ์ข้าวปลูกทุกรอบการผลิต )   
    ผมขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า่ "คำว่า นาอินทรีย์" กับ ชาวนาที่เคยชินกับระบบเคมี มันเเสลงหู และดูห่างไกลความเป็นจริง
    ผมลงไปคลุกคลี กับชาวนาตัวจริง ผมไม่ได้ใช้คำว่า "ทำนาอินทรีย์" เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะเค้าไม่เชื่อ  ที่ไม่เชื่อ ก็มีหลายเหตุผล
    1.เคย ลองแล้วไม่สำเร็จ เพราะยังไปพึ่งพา ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด( ดินเหนียวปั้นเม็ด) ที่ไม่มีธาตุอาหาร สมราคาคุย
    2.ชาวนาส่วนใหญ่ ตกอยู่ในสภาพ "คนเช่านา" ต้องเร่งรอบการผลิต เพื่อหมุนเวียน รายได้ ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จี้ตูด
    3.ขาดการสังเกตุ และใช้ประโยชน์จากหลักธรรมชาิติ  ดิน น้ำ ต้นข้าว และพลังงาน จากเเสงเเดด ลม น้ำ
    4.คนสู่รู้ ไม่เคยทำนา แต่ถนัดเชียร์ปุ๋ย เชียร์ยา หากำไรเข้ากระเป๋า เข้าไปส่งเสริมชาวนา จนเกิดการเสพติด ติดยา ไม่ใช้ไม่ได้ข้าว อะไรแบบนั้น

    5.ลูก หลานชาวนา ไม่ใส่ใจ ไม่นำพา  จริงจัง...ทิ้งคนข้างหลัง เผชิญชะตากรรม เพียงลำพัง....
    ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนมีที่มา จาก "ความไม่มั่นคง ทางความรู้ ความไม่มั่นคงทางความคิด ความไม่มั่นคงทางทรัพยากร และการจัดการ"
    "ผมโชคดีที่มีโอกาส ในการเข้าถึงสื่อ ไปทำความเข้าใจกับเรื่อง AWD -Alternate Wetting and Drying ของ IRRI
    และเทคโนโลยีการจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร ที่มาช่วย แก้ปัญหาเรื่องของแรงงาน ภาคเกษตร ทำง่ายได้ง่ายขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องโรแมนติกนิยม "
    และคิดว่า ต้องมีระบบการผลิต ที่สามารถใช้ได้ในวงกว้าง และชาวนาเป็นผู้ยอมรับ ที่จะเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาด้วยตัวเองได้
    ด้วยการลด ละ เลิก การใช้ปัจจัยการผลิตฟุ่มเฟือย อย่าง เมล็ดพันธุ์ น้ำ ปุ๋ย ยา ฮอร์โมน เพื่อก้าวไปสู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และคุณภาพผลิตของชาวนาเองได้
    นำมานำเสนอด้วยภาษาบ้านๆ ดิบๆ ที่ชาวบ้านฟังไม่ต้องตีความ  ไม่ต้องวิชาการ ปีนบันไดเรียน 
    ผมใช้ "ท่อแกล้งข้าว" (ใช้วัดระดับน้ำ) เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร กับชาวนา เรื่องการจัดการน้ำในเเปลงนา ในระบบผลิต เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว"
    ***ต้นทุนในการทำ ท่อ  ค่าของ 20 บาท ค่าแรง 5 บาท รวม 25 บาท ใช้หมุนเวียนได้หลายรอบ****

    ผมลงไปปฎิบัติ และเรียนรู้ ร่วมกับชาวนาเต็มเวลา เพื่อไปดู "condition" ในแต่ละพื้นที่ แต่ละภูมิสังคม ว่าอะไรจะเป็นปัจจัยที่ให้ "ชาวนา ด้วยกัน" ยอมรับ "ระบบผลิตเปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว" ( ทำไมต้องชาวนาด้วยกัน เพราะชาวนาทำ แล้วชาวนาได้ประโยชน์กับตัวเองครับ )

    เงื่อนไข ของการยอมรับและเเพร่หลายของ เทคโนโลยีใหม่
    (Technology Adoption and Diffusion) จาก ชาวนา
     

    1."ความง่าย" อธิบายง่าย เข้าใจง่าย ทำได้ง่าย (มืออาชีพทำได้เลย ไม่มีข้ออ้าง)

    2."ความสำเร็จ" ได้ผลผลิตเต็มเม็ดเต็มหน่วย 800-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ คุยกับเื่พื่อนบ้านได้ 

    3. Low Risk-High Return "ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง" ต้นทุนเฉลี่ยเพียง 3,000 บาทต่อไร่ รองรับการเปลี่ยนเเปลงสภาพอากาศ

    4."พึ่งพาตัวเองได้" ด้านทรัพยากร การผลิต และ ตลาดปลายทาง สามารถขายพันธุ์ข้าวปลูกได้หน้าเเปลงนา ไม่ต้องรอเเปรรูป

     

    เพราะเป็นระบบผลิต การปลูกข้าว ที่ใช้ "ศักยภาพต้นข้าว" (ปล่อยให้น้ำเเห้งลงไปถึงระดับ 15 เซนติเมตร เป็นจุดวิกฤต  ในระยะแตกกอ ให้ข้าวได้ใช้พลังอย่างเต็มที่ ทั้งการออกรากหาอาหาร การแตกกอ และสร้างผลผลิต )

    เมื่อข้าวแข็งแรง ต้านทานโรคแมลง ก็ไม่ต้องไป หมัก-โน่น-นี่-นั่น ฉีด  (ให้มีค่าใช้จ่าย หรือใช้เวลาเพิ่มขึ้น) หรือซื้อมาบำรุง เกินความจำเป็น และยังสามารถทำ เครื่องพรวนหญ้า -Rotary weeder ใช้ได้เอง แทนการใช้สารเคมีกำจัดหญ้า

    (การเลี้ยงเเหนเเดง กับเป็ดไข่  เป็น option ตามความสะดวก สามารถเพาะ เลี้ยง ขยาย ใช้ประโยชน์ได้เอง )

     

    เงื่อนไข อีกประการ คือ คุณต้องลงทุน วาง ระบบน้ำ ในเเปลงนา ตั้งแต่ ที่พักน้ำ คลองส่งน้ำ คลองทิ้งน้ำ เพื่อ วนน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดข้อจำกัด เรื่อง พื้นที่ ใน-นอกเขตชลประทาน/ นาน้ำฝน /รอฟ้าฝน ตามยถากรรม (การมีเเหล่งน้ำ ตามแนวทฤษฎีใหม่ คุณมีน้ำกิน มีน้ำใช้ ปลูก-กิน ได้ทุกอย่าง แต่ถ้าติดข้ออ้าง ก็ซื้อกินกันต่อไป  ) 

     

    เมื่อ  "ศักยภาพต้นข้าว" และ "ศักยภาพ คน" ได้ใช้ร่วมกันแ้ล้ว ก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า

    "ระบบผลิต เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว"เพิ่มคุณภาพชีิวิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต ชาวนาไทย ได้จริงๆ

     

    เรื่องนี้ ทำได้เลย ทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอ ใคร ไม่ต้องนักการเมือง ไม่ต้องรอนโยบายระดับชาติ สร้างเขื่อน ขุดคลอง ทำชลประทานทาง ท่อ หลอกล่อคะเเนนเสียงเพื่อแลกกับเงินภาษีในกระเป๋าคุณ

     

    "ทำก่อนได้ก่อนครับ"

     

    สุภชัย ปิติวุฒิ

    ชาวนาวันหยุด

    ”I hear and I forget. I see and I remember. I do and I understand" .-Confucius-

     
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,182
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ชาวนาวันหยุด
    « ตอบกลับ #3 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 10:20:24 10:20 »
  • Publish
  • เรียน Fan Page "ชาวนาวันหยุด" ทุกท่าน

     

    "ความรู้เบื้่องต้น เกี่ยวกับการปลูกข้าว ภาษาไทย  ฉบับเต็มนี้ (แนบไฟล์ฉบับภาษาไทย)

    หรือจะดาวน์โหลดได้ ที่นี่

    https://skydrive.live.com/redir?resid=19CB9073C9A920BA%21159&authkey=%21AFMNBZH2y8VFV_s

     

    เป็นหนังสือ ที่เป็นประโยชน์ สำหรับท่านที่สนใจ เรื่อง "ข้าว" จะหันกลับมาทำนา หรือต้องการพัฒนาอาชีพการทำนา 

     

    ผมตั้งใจส่งให้กับ ทุกท่านที่ติดตาม Page "ชาวนาวันหยุด"

     

     -เพื่อเป็นวิทยาทาน ความรู้ ไว้ศึกษา

    และลงมือ เพาะปลูกข้าว ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

     

    -เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ในระดับครัวเรือน

    ชุมชน และประเทศชาติต่อไป

     

     

     

    ข้อแนะนำ

     

     

    1.ดาวน์โหลดเพิ่มเติม มาศึกษาต่อยอด เรื่อง ข้าว และ น้ำ

     

    -ระบบการเพิ่มผลผลิตข้าว (ภาษาไทย) เข้าใจง่าย

    http://www.ist.cmu.ac.th/riseat/documents/sri.pdf

     

    -การปลูกข้าวต้นเดี่ยว  (ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)

     

    http://info.worldbank.org/etools/docs/library/245848/overview.html

     

    - "การจัดการระบบน้ำ" ควบคู่ไปกับการปลูกข้าว

    http://www.gotoknow.org/blogs/posts/420425

    http://www.gotoknow.org/blogs/posts/427300

    http://www.gotoknow.org/blogs/posts/440461

    http://www.gotoknow.org/blogs/posts/451616

     

    หวังว่าจะประโยชน์กับทุกท่าน ในการปรับใช้ให้เหมาะกับภูมิสังคม และบริบทของพื้นที่ครับ

     

    และหากท่าน มีประสบการณ์ ในการทำนา ที่เป็นประโยชน์ ต่อเพื่อนร่วมโลก โปรดแบ่งปัน กลับมาหาเรา ด้วย

     

    2. ติดตาม แลกเปลี่ยน ประสบการณ์   ภาคสนาม ได้ที่ หน้า  Page "ชาวนาวันหยุด |  Facebook ครับ ฝาก Like and Share  ด้วยครับ 

     

     

     

    ขอแสดงความนับถือ

    สุภชัย ปิติวุฒิ (ซุป)

    มนุษย์เงินเดือนวันธรรมดา -ชาวนาวันหยุด

     

    ช่องทางการ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ สู่การปฎิบัติ

    http://www.facebook.com/supersup300

    http://www.youtube.com/supersup300

    http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc 
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,182
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ชาวนาวันหยุด
    « ตอบกลับ #4 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 10:23:02 10:23 »
  • Publish
  • เรียนทุกท่าน ที่เข้ามาอ่าน NOTE นี้

     

        การคัดลอกบทความ ใน http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc  ไปใช้

        หรือรูปภาพใดๆ ก็ตามทั้งในบทความและในอัลบั้ม FB ไปใช้ กรุณา ให้เครดิต อ้างอิง และแจ้งมาด้วยนะครับ

         

        ผมคิดว่าความรู้ชุดนี้เป็นวิทยาทาน ที่จะช่วยเหลือชาวนาไทย ผู้ถูกบิดเบือนข้อมูลตลอดมา ได้ตาสว่าง

        ผ่านช่องทาง Social Network ที่รุ่นลูกรุ่นหลานได้เข้ามาใช้ และมีโอกาส ไปถ่ายทอดต่อให้กับ บุพการีอันเป็นที่รัก

         

        หรือท่านผู้อ่าน จะนำไปทำด้วยตัวเองก็จะยินดีมาก เรา ท่าน จะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน โดยที่ไม่เคยไปทำนากันจริงๆ ซักคน ครับ

         

        ส่วนท่านที่จะเอาบทความ และรูปภาพผมไปใช้เพื่อการค้า ประกอบการโฆษณาปุ๋ย ยา หลอกลวงชาวนา ขอให้ทำธุรกิจ ไม่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว และเจ๊ง ครับ

     

     

            ผมศึกษา เรื่อง "การจัดการแบบบูรณาการในเเปลงนาอย่างมืออาชีพ ภายใต้ภาวะวิกฤติโลกร้อน" มาประมาณ 7 ปี (ไม่ได้ตีพิมพ์เป็นงานวิชาการ) ศึกษา จากงานวิจัย และเผยเเพร่ ของต่างประเทศ (ใน google และ youtube ) และนำมาต่อยอด ลงปฏิบัติในเเปลงนาทั้งของตัวเองและเครือข่ายเกษตรกร ภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างกัน (รับโจทย์จากชาวนาโดยตรง) เพื่อสรุปหา pattern ที่เหมาะสมสำหรับการทำในเเปลงนา ขนาดใหญ่ scale 300 -500-1,000 ไร่ในระบบแบบเดียวกันเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่นาแถบภาคกลางและเหนือล่าง  และก็ได้ข้อสรุป ที่สามารถทำให้เกษตรกรยอมรับ นำไปปฏิบัติ ได้เอง ที่เเปลงนา ดังนี้

     

    ปัญหาของชาวนา คือโจทย์ในการหา "การจัดการแบบบูรณาการในเเปลงนาอย่างมืออาชีพ ภายใต้ภาวะวิกฤติโลกร้อน"

     

    1.ต้นทุนการผลิตสูง 5,000-6,000 บาทต่อไร่  (เมล็ดพันธุ์ นาหล่ม ปุ๋ยเคมี สารเคมี)

    2.ผลผลิตตกต่ำ ประมาณ 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ (ข้าวดีด ข้าวเด้ง โรคแมลง โรคพืช)

    3.กำไรในการทำนาน้อย หรือขาดทุน

    4.ความมั่นคงทางอาหาร ต่ำ (ไม่สามารถหาได้จากเเปลงนา ทำให้มีค่าครองชีพสูงขึ้น ต้องพึ่งพาอาหารจากนอกเเปลงนา)

    5.ขาดแคลนแรงงาน อย่างมาก

    6.สุขภาพย่ำแย่จากการใช้สารเคมีในระบบการผลิตข้าว

    7.ความรักใคร่สามัคคีในชุมชน ลดน้อยลง จาก "การแย่งน้ำในการทำนา"

    8.ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ทำให้ไม่สามารถกำหนดราคาขายได้ เป็นผีเข้าป่าช้า

     

    ****คำตอบของโจทย์เพื้อการเปลี่ยนเเปลงไปสู่ ระบบการทำนาใหม่ "อยู่ที่ความรู้ ความเข้าใจ ใน "ศักยภาพข้าว ศักยภาพคน" โดยตัวชาวนา และลูกชาวนาเอง (ไม่ต้องรอใครมาช่วย หรือนโยบายเพ้อๆ ประชานิยม ทำให้ชาวนาอ่อนเเอ ) เพราะลูกชาวนา คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กับอนาคต โดยตรง

     

    ผมนำมาตั้งเป้าหมาย "ระบบการทำนาใหม่ ชื่อ ระบบการผลิตข้าว ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว" ดังนี้

     

    1. ต้นทุนรวม  3,000-4,000 บาท ต่อไร่

    2. ผลผลิต     1,000 กก./ไร่

    3. กำไรขั้นต่ำ 5,000 บาท /ไร่

    4. ระดับคุณภาพผลผลิตที่ได้ คือ เมล็ดพันธุ์ดี /ข้าวปลอดสารพิษ/ ข้าวอินทรีย์

    5. ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีในข้าว

    6. ความมั่นคงทางอาหาร

    7.ชาวนาวัยรุ่น ชาวนาวัยกระเตาะ รัก มีส่วนร่วมในการทำนา ได้ง่าย เพราะทำนา ง่ายไม่เหนื่อย ลงนาขาไม่เปื้อนโคลน

     

        โดยเปลี่ยนระบบการผลิตข้าว จากเดิมที่ทำร้ายชาวนาไทย

         

         

        "ชีวะ" --->   "เคมี" ---> "ฟิสิกส์"

         

         

        (การผลิตข้าวแบบเดิมๆใช้ "ชีวะ" แบบผิดๆ (เข้าใจว่ามันยังดีอยู่) ทำให้ธรรมชาติในเเปลงนาแย่ลง อย่างต่อเนื่อง

         

        ความเบียดเสียด ยัดเยียด เบียดแย่งเเสงของต้นข้าว ปล่อยน้ำแช่ในนา ดินเน่า รากเน่า โรคข้าว โรคแมลง

         
         

        ลง ต้นข้าวจากความอ่อนแอ ของต้นข้าว ทำให้ต้องใช้ "เคมี" เข้ามาในระบบการผลิตข้าว ทั้งปุ๋ยและยาเคมี

         

        โศกนาฏกรรมชาวนาไทย จึงเกิดมาตั้งแต่บัดนั้น... )

         

         

        เปลี่ยนมาเป็น การใช้ "พลัง" จากธรรมชาติ และวิธีกล เข้ามาจัดการ

         

         

        "ฟิสิกส์" --->"ชีวะ"--->"เคมี"

     

    เพราะ "ข้าวก็คือคน"  ทำไมคนต้องการหมู่บ้านที่ เป็นระเบียบ มีถนนดี โครงสร้างพื้นฐานดี เพราะมันหมายถึงคุณภาพชีิวิตที่ดี???

     

    ฟิสิกส์ในในเเปลงนาในความหมายผม คือ

     

     

    การจัดการทางกายภาพที่เหมาะสมในเเปลงนา ที่เป็นปัจจัยการผลิตหลักของข้าว คือ

     

    พื้นที่เรียบเสมอ/แสงเเดด /น้ำ /ลม /เครื่องมือกล***

     

    ผมใช้วิธีการ ปักดำด้วยเครื่อง "ต้นกล้าอายุ 15-18 วัน " โตหนีจากหญ้าได้ เป็นระเบียบ /คำนวณ Yield ได้แม่นยำ

     

    0. "พื้นที่เรียบเสมอ" เพื่อสะดวกต่อการใช้น้ำ คุมหญ้า ได้ทั้วทั้งเเปลง ในระยะเเรกหลังปักดำ

     

    1."แสงเเดด" -ต้นข้าวมีช่องว่างรับแสงได้เต็มที่ ทั่วเสมอกันทั้งเเปลงนา ---> เพิ่มผลผลิต คุณภาพของผลผลิต

     

    2."ลม" -อากาศถ่ายเทได้ดี ต้นข้าวสุขภาพดี ---> ลดต้นทุน/เพิ่มผลผลิต

     

    3."น้ำ" - ระบบ "เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว" --> เหนี่ยวนำการพัฒนาระบบราก และกระตุ้นการแตกกอ

    เพราะต้นข้าวจะกระชับ ไม่อ้วน อิ่ม อวบน้ำ แต่จะอดอยาก ทำให้ต้องขยันออกรากใหม่ อัตราการเกิดของรากใหม่ เพิ่มมากกว่าอัตราการตาย มีรากหากินเลี้ยงตัวตลอด ( ระบบรากนาดำ จะทนแล้งกว่าระบบรากข้าวนาหว่าน *** )-->เพิ่มผลผลิต/ลดต้นทุนปุ๋ย/ลดต้นทุนสูบน้ำเข้านา ประมาณ 600 บาท /ไร่

     

    4."เครื่องมือกล" ถ้ามีหญ้าขึ้น ในระยะ 45 วัน ใช้ Rotary Weeder ได้ไม่ต้องใช้ยาฆ่าหญ้า  ---> ลดต้นทุน/เพิ่มคุณภาพผลผลิต

     

    เพิ่มกับการใช้ชีว แบบผสมผสาน ก็คือ "การเลี้ยงเเหนเเดง และ เป็ดในร่องนาดำ"

     

     

    ถ้าสามารถจัดการทางกายภาพที่เหมาะสมในเเปลงนาแล้ว ชีว หรือสิ่งมีชีวิต (ต้นข้าว) ในเเปลงนาก็จะดีขึ้นและแข็งแรง ด้วยการใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ ระบบการผลิตข้าวใหม่ก็จะใช้เคมีลดลงอย่างมาก หรือไม่ใช้ เลยก็ได้*** 

     

     

    สิ่งที่ผมสรุปและทำความเข้าใจกับชาวนาเบื้องต้น 2 ข้อ คือ

    (ยังไม่พูดถึงเรื่องลดโลกร้อน ชาวนาส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว)

     

    1.ข้าวเป็นพืชทนน้ำท่วมขัง แต่ไม่ชอบ (ข้าวที่แช่น้ำตลอดจะไม่แตกกอ ระบบรากดำ และผลผลิตลด เปลืองปุ๋ย)

    แนะให้ชาวนาสังเกต---> เป็นคนตอบ และยอมรับด้วยตัวเอง ต้องการเพีงแค่ความชื้น

     

    2.ทุกวันนี้ที่ชาวนาเอาน้ำแช่ไว้ในนาเพราะอะไร ??? เอาไว้คุมวัชพืชเป็นหลักครับ  ถ้าปล่อยให้เเห้งแล้วกลัวหญ้าขึ้น

    ถ้ามีหญ้าขึ้น จะมีการจัดการหญ้าในเเปลงนาอย่างไร

    เพราะถ้าคุมวัชพืชไม่อยู่ในระยะ 45 วันที่ข้าวแตกกอ ก็มีผลต่อผลผลิตข้าวโดยตรง

     

    แนะนำเครื่องมือให้ (Rotary weeder) หรือจะทำเองก็ได้ ด้วยการเลี้ยงเป็ด /เเหนเเดง ในเเปลงนา  เพื่อคุมหญ้า

     

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

     

    ผมเขียนบทความบางส่วน ลงไว้ในเวบ  KM  Gotoknow.org

     

    บลอก"ต้นกล้า เส้นทางสายนาดำ" ติดตามได้ที่นี่ครับค่อนข้างครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด

     

    http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc

     

    และวีดีโอ จากชาวนาตัวจริง พื้นที่จริง กับบรรยากาศ จริงๆ เพื่อดูพัฒนาการแต่ละช่วง ตั้งแต่เตรียมดิน ถึงการจัดการฟางข้าวหลังการเก็บเกี่ยว 

     

    "ชาวนาวันหยุด แกล้งข้าว"

    http://www.youtube.com/supersup300

     

     --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    งานศึกษาอ้างอิงเพิ่มเติม

     

     

    -AWD : Altinate Wetting and Drying System ระบบเปียกสลับแห้ง

        จากสถาบันวิจัย ข้าวนานาชาติ  International Rice Reserch Institute : IRRI

     

    -SRI :System of Rice Intensification การทำนาปลูกข้าวต้นเดี่ยวแบบปราณีต

        จาก World Bank Institute

     

    -Mitigation of Methane Emissions From Rice Paddy Fields in Japan

     

    -Rice-duck-Farming จาก International rice-duck farming conference

     

    -Azolla Utilization จาก IRRI

     

    -Merrit of Rice Transplanter

     

    Utilize Mechanization/Game Theory
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

    ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

    • นายอำเภอ
    • จอมยุทธ
    • *****
    • กระทู้: 5,182
    • เพศ: ชาย
      • http://www.facebook.com/PanuMax
    Re: ชาวนาวันหยุด
    « ตอบกลับ #5 เมื่อ: มิถุนายน 29, 2012, 10:23:24 10:23 »
  • Publish
  • เป้าหมายในการศึกษาและลงปฏิบัติ "ชาวนาวันหยุด" ร่วมกับชาวนามืออาชีพ

     http://www.gotoknow.org/blogs/books/86876/toc

     

        "คือการ หา ทางออกเบ็ดเสร็จ ในการทำนาดำ เปียกสลับเเห้ง-แกล้งข้าว ที่ตอบโจทย์

        ทั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจ  สิ่งแวดล้อม  และครอบครัว-สังคม รับ AEC ปี2558"

         

     

    ทำความเข้าใจ เบื้องต้น 2 ข้อ กับ "ศักยภาพ ความแข็งแรงของต้นข้าวตามธรรมชาติ"

     

    1.ข้าวไม่ใช่พืชน้ำ แต่ทนน้ำท่วมขัง ยิ่งน้ำมากยิ่งอ่อนเเอ ต่อโรค และล่อแมลงเข้าทำลายง่าย ไม่แกร่ง ไม่แข็งแรง ไม่แตกกอ/แตกกอน้อย

    2.การแช่น้ำไว้ในนา "เพื่อการคุมหญ้า" แต่ก็ต้องแลกด้วยผลผลิต ที่มีต้นทุนสูงขึ้น ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาเคมี เวลาที่ต้องใช้ดูแล

     

        ถ้าคนมีสุขภาพที่เเข็งแรง(ด้วยอาหาร อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์) ก็ไม่ต้องไปหาหมอ ไม่ต้องกินยา กินวิตามิน อาหารเสริมพร่ำเพรื่อ

     

        ข้าวก็เช่นกัน ข้าวสามารถแข็งแรงได้ด้วยศักยภาพตามธรรมชาติ (ด้วยการบำรุงดินดี ระยะปลูกเหมาะสม อากาศถ่ายเท แสงเเดดทั้วถึงโคน  ระบบน้ำ(เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว)) ต้นข้าวก็จะกระชับผนังเซลล์แข็งแรง  กระตุ้นการออกราก เพิ่มพื้นที่การหาอาหาร ดูแลตัวเอง ได้ตามศักยภาพ และสร้างผลผลิตได้เต็มที่  ไม่ต้อง บำรุง ปุ๋ยเคมี วิตามินสังเคราะห์ ฮอร์โมนต่างด้าว นำเข้า หรือชื่อ การค้ามากมาย ที่ชวนเชื่อสรรพคุณ ชาวนาให้ซื้อใช้ ใช้มาก ได้มาก  มากกว่า ที่จะ แนะนำให้เข้าใจ ธรรมชาติพื้นฐานของต้นข้าว ....

     

    หลายคนท้อ หลายคนทำ(ให้ยาก) หลายคนกดดัน หลายคนดูแคลน "ว่าทำนา มันเหนื่อย ต้องลงทุน ต้องใช้ปุ๋ยสูตร โน่น นี่ นั่น โรคแมลง มา เชื้อรา ลง  ไม่มีประกัน ไม่มีจำนำ จะอยู่ได้เหรอ???? ... โอย ไปทำอย่างอื่นดีกว่า แค่คิดก็ขาดทุน แล้ว เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา  >>>

     

    ขอให้ลองกลับมา ตั้่งหลัก คิดแบบวิทยาศาสตร์ หาเหตุ และผล ว่า

     

        "จะทำนา ปลูกข้าว อย่างไร ให้ต้นข้าวแข็งแรง สามารถดึงศักยภาพ ตามธรรมชาติ ให้สามารถ อุ้มชู ดูแลตัวเองได้"

         แค่นี้การทำนา ก็เปลี่่ยน หน้ามือ เป็นหลังมือได้แล้ว .... ทำง่าย ทำสบาย เดินลงนาขาไม่เปื้อนโคลน แล้ว       

     

    ----> เมื่อเข้าใจพื้นฐาน ก็เข้าสู่เป้าหมายการปฎิบัติร่วมกับชาวนามืออาชีพ

     

     

    >เป้าหมายทางเศรษฐกิจ คือ ต้นทุน -ผลผลิต - กำไร

    ต้นทุน 3,000 บาท ต่อไร่

    ผลผลิต       1 ตัน ต่อไร่

    กำไรขั้นต่ำ 5,000 บาท ต่อไร่

    ทำได้ ในกลุ่ม ระดับ mass production  พื้นที่กลุ่ม  300 - 500 -1,000 ไร่ 

     

    >เป้าหมายทาง สิ่งเเวดล้อม คือ "ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก ลดการใช้น้ำ+ลด ละ เลิก การใช้ปุ๋ยเคมี+ลด ละ เลิก สารเคมี "

    โดยปลดปล่อยให้ข้าวใช้ศักยภาพภายในตัวเองสูงสุด เพื่อให้ต้นข้าวสุขภาพแข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้ ต้านทานโรคและเเมลง

    ด้วยเทคนิค นาดำ+*เปียกสลับเเห้ง-แกล้งข้าว*+เเหนเเดง+เป็ด+พรวนหญ้า+ดอกไม้สีเหลือง+สารชีวภัณฑ์

    ระดับคุณภาพผลผลิตข้าว---> เพิ่มคุณภาพผลผลิต   

    คือ 1. สามารถจำหน่ายเป็น เมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก  2.ข้าวปลอดสาร (ระยะปรับเปลี่ยน ลด ละ เลิก) 3.ข้าวอินทรีย์ 

    ทำได้ ในกลุ่ม ระดับ mass production พื้นที่กลุ่ม 300 - 500 -1,000 ไร่ 

     

     

    >เป้าหมายทางครอบครัว- สังคม : รองรับยุคคนทำนา "สูงอายุ สังขารร่วงโรย" + แรงงานเกษตรลดลงสวนทางความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น ด้วยรูปแบบการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร (share cost +utilized capacity) ที่เหมาะสมกับพื้นที่  ที่ประหยัดเวลา ง่ายต่อการจัดการ ถูกใจเด็ก วัยรุ่น คนหนุ่มสาว คนชรา สามารถทำนาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ( โดยใช้ความรู้ต่อยอดสู่การปฏิบัติจริง ) มีรูปแบบของการ ร่วมมือ-ลงแขก-เอาแรงกันในชุมชน 

    ไม่ใช่ศิลปินชาวนา  แต่เป็นกลุ่ม เครือข่ายชาวนามืออาชีพ ที่เข้มแข็ง มีอำนาจต่อรอง

     

     

    ทำได้ ในกลุ่ม ระดับ mass production  พื้นที่กลุ่ม 300 - 500 -1,000 ไร่ 

     

     

     

        "ชาวนาวันหยุด" ปรารถนา ที่จะเห็นเพื่อนชาวนา มีความเเข็งแรง มีความสุข มีเกียรติ มีกิน บนพื้นฐานของการเรียนรู้ ด้วยการปฏิบัติ และส่งมอบความรู้ ความเข้าใจ พื้นฐาน ไปสู่ครอบครัวเพื่อนชาวนา

     

    ชาวนา จะเเข็งแรง มีความสุข ด้วยการสังเกตุ ด้วยการคิด การปฏิบัติ การต่อยอด การเเลกเปลี่ยนเรียนรู้

    ทั้งภูมิปัญญาพื้นบ้าน ภูมิปัญญาสากล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ร่วมกัน และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่

    ชาวนา จะเเข็งแรง ร่ำรวยความสุข ได้ ไม่ใช่ด้วยการซื้อ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี สารเคมี เพื่อแลกผลผลิต ไร้คุณค่า ไปส่งออก

     

        เมื่อชาวนาเข้มแข็ง มีสติ  ก็จะไม่ใช่เครื่องมือ ค้าความจน ค้าประชานิยม แลกด้วยผลประโยชน์ของ นักกินเมือง นักเลือกตั้ง ทั้งหลาย

     

     

        ในอนาคต วันที่อาหาร พลังงานเเพง แสนเเพง จะมีประโยชน์อะไร

        ถ้าความเป็นเจ้าของ ที่ดิน ที่นาไร่ ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดมั่นคงที่สุด ของเกษตรกร ตกไปอยู่ในมือนายทุน ทั้งไทยและเทศ 

     

     

    รุ่นลูกหลานชาวนาเกษตรกรทั้งหลาย ก็เป็นเพียงแค่ผู้บริโภค กับบทบาทลูกจ้าง หรือผู้เช่าในผืนนาของบรรพบุรุษ  กับความทรงจำ เก่าๆ ว่า เคยเป็น เคยรู้ว่า มันจะเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ลงสมอง ลงมือ ลงแรงอะไร กับวันเวลาที่ผ่านไป กับความคิดว่า ฉันจะกลับ... 

     

    ถ้ายังมองแบบเส้นตรง อนุกรม  ก็จบอยู่ตรงนั้น ลองหาทางเลือก ที่จะทำให้ชีวิต คุณคู่ขนาน ไปได้กับความพร้อมของที่ดินและความชำนาญของครอบครัวต่างจังหวัดคุณ ...ก่อนที่มันจะสายเกินไป 

     

    เมื่อ วันนั้นมาถึง อย่าบ่นเสียดาย  เพราะ บ่นๆๆๆ ไม่ได้ช่วย ให้คุณภาพชีวิตคุณ และครอบครัว คุณดีขึ้น หรือแม้แต่ประเทศชาติก็ไม่ได้อะไรกับคุณด้วยเลย

     

        เพราะ ชาวนาวันหยุด ก็คือ  วันหยุดชาวนา ที่จะได้ลูก ได้หลาน กลับมาช่วยถ่ายทอด แลกเปลี่ยน องค์ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐาน และลงมือปฎิบัติร่วมกัน ตั้งแต่การจัดระเบียบการปลูกข้าว  และใช้"เปียกสลับเเห้ง แกล้งข้าว" เพื่อ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต ร่วมกับ ครอบครัว เพื่อนบ้าน เเละเครือข่ายชาวนามืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกันสืบไป...

     

     

    ขอบคุณพลังใจจากรอยยิ้มชาวนา เสียงเป็ด เสียง นก กบ เขียด และทุ่งนาเส้นคู่ขนาน สีเขียว จนเป็นทะเลสีทอง รวงข้าวสีทองย้อยห้อยระย้า

     

    สุภชัย ปิติวุฒิ

    มนุษย์เงินเดือนวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด

     
    ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

     


    Facebook Comments