ผู้เขียน หัวข้อ: การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๘  (อ่าน 1059 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ แม็กซ์...แชมป์ว่าว

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 5,249
  • เพศ: ชาย
    • http://www.facebook.com/PanuMax
การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๘
/>
/>การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าบ้านเมืองเราในยุคนี้เห็นได้ว่าข้าราชการในบ้านเมืองเรามีการทุจริตคอรัปชั่นกันแทบทุกหน่วยงาน ทำให้เม็ดเงินมหาศาลที่รัฐบาลเก็บมาได้จากภาษีต่างๆ เช่นภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ต้องกลับไปอยู่ในมือของข้าราชการ ไม่ว่าเป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการการเมือง แทนที่จะได้นำเงินจำนวนมหาศาลนี้ไปพัฒนาประเทศ เพื่อจัดให้มีระบบการศึกษาที่ดีมีมาตรฐานทั่วประเทศ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ จัดให้มีสวนสาธารณะทุกหมู่บ้านพื่อสนับสนุนให้ประชาชนออกกำลังกาย จัดสรรให้ประชาชนทุกคนมีที่ทำมาหากิน ไม่ใช่ให้ที่ดินส่วนใหญ่ไปอยู่ของในมือของนายทุน ซึ่งการขาดสิ่งเหล่านี้ ทำให้ประชาชนในชนบทไม่ได้รับการศึกษาที่ได้มาตรฐานอย่างทั่วถึง ไม่มีงานทำ ทำให้มีเวลาว่างมากจึงหันมายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อไม่มีเงินซื้อยา ก็ต้องทำการ ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือก่อเหตุทะเลาะวิวาท เป็นต้น
/>
/>ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาการอาชญากรรมต่างๆดังกล่าว เห็นว่าการพึ่งเจ้าหน้าที่ขอรัฐอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ควรต้องพึ่งตนเองด้วย เพราะหากรอพึ่งเจ้าที่ของรัฐอย่างเดียวเราอาจจะสิ้นชีพไปก่อนก็เป็นได้
/>
/>การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้มีการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๖๘ ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด"
/>
/>การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายนี้ เป็นเรื่องที่รัฐให้สิทธิแก่ประชาชนในการป้องกันตนเองต่อภัยที่เกิดขึ้นโดยกระชั้นชิดและละเมิดต่อกฎหมาย โดยรัฐถือว่าการกระทำโดยป้องกันดังกล่าว แม้จะเกิดความเสียหายบ้าง หากเป็นความเสียหายที่สมควรแก่เหตุ ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด การที่รัฐให้สิทธิแก่ประชาชนเช่นนี้ เพราะภัยต่าง ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนนั้น อาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา รัฐจึงไม่อาจจะให้ความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึง จึงเปิดโอกาสให้ผู้ประสบภยันตรายต่างๆสามารถป้องกันตัว ให้พ้นจากภัยนั้นๆได้
/>
/>แต่ที่สำคัญคือการป้องกันตนเองนั้น ต้องเข้าหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จึงจะพ้นความผิด ไม่ใช่ใครมองหน้าหน่อยก็ไม่พอใจ เข้าไปทำร้ายเขา หรือยกพวกไปตีเขา อย่างนี้จะอ้างว่าป้องกันไม่ได้
/>
/>หลักเกณฑ์การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย
/>๑.มีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย นั่นคือ ภยันตรายที่เกิดขึ้นนั้นผู้กระทำไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะทำได้ หากผู้ก่อภัยนั้นมีอำนาจทำได้โดยชอบ ก็ไม่มีสิทธิจะป้องกัน เช่น เมื่อเราทำผิดกฎหมายและตำรวจจะเข้ามาจับ กรณีนี้จะอ้างว่ามีภยันตรายเกิดขึ้น และขอป้องกันด้วยการทำร้ายร่ายกายตำรวจที่มาจับไม่ได้ ดังนั้นแม้จะมีภยันตรายเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่จะอ้างป้องกันตามกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อ ผู้นั้นจะต้องไม่มีส่วนผิดในการก่อให้เกิดภยันตรายดังกล่าวขึ้นด้วย กล่าวคือ
/>- ไม่เป็นผู้ที่ก่อภัยขึ้นในตอนแรกเช่น คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๑๔/ ๒๕๑๙ จำเลยชกต่อยก่อน แล้ววิ่งหนีเขาไล่ตามต่อเนื่องไม่ขาดตอน จำเลยยิงเขาตาย อ้างป้องกันไม่ได้
/>- ไม่เป็นผู้ที่สมัครใจเข้าวิวาท เช่นคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๓๒๒/๒๕๒๒ จำเลยโต้เถียงกันคนตาย แล้วก็ท้าทายกัน สมัครใจเข้าชกต่อยต่อสู้กัน แม้คนตายจะยิงก่อน แล้วจำเลยยิงสวนก็อ้างป้องกันไม่ได้
/>
/>๒. ภยันตรายนั้น ใกล้จะถึง แม้ท่านจะมีภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายเกิดขึ้นตามข้อ แล้วก็ตาม ก็อย่าเพิ่งนอนใจว่าท่านจะมีสิทธิป้องกันได้ กล่าวคือท่านจะมีสิทธิ ป้องกันตัว ได้ต่อเมื่อภยันตรายนั้น เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง คือภัยที่เกิดขึ้นกระชั้นชิดถึงขนาดที่ไม่มีหนทางอื่นที่จะขจัดปัดเป่าภัยนั้นได้ นอกจากการกระทำเพื่อป้องกันตัวเอง เช่น คำพิพากฎีกาที่ ๑๗๔๑/ ๒๕๐๙ ผู้ตายจับมือถือแขนคู่หมั้นจำเลย พอจำเลยมาเห็นผู้ตายก้มหยิบมีดพร้าที่วางใกล้ๆยาว ๑๒ นิ้ว ด้ามยาวอีก ๑๒ นิ้ว แสดงว่าผู้ตายจะทำร้ายทันทีเมื่อหยิบมีดได้ จำเลยจึงใช้มีดฟันผู้ตายไป ที ถือว่าเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ คำพิพากษาฎีกาที่๑๖๙ / ๒๕๐๔ ผู้ตายเมาสุราร้องท้าทายจำเลยให้มาต่อสู้กันจำเลยไม่สู้ ผู้ตายถือมีดดาบปลายแหลมลุยน้ำข้ามคลอง จะเข้าไปฟันจำเลยถึงในบ้าน จำเลยไม่หนีเพราะบ้านตัวเอง และใช้ปืนยิงสวนไป นัดขณะที่ผู้ตายอยู่ห่าง ศอกถึง วา ถือว่าเป็นป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
/>
/>๓. ผู้กระทำจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน ให้พ้นจากภยันตรายนั้น ส่วนนี้ไม่ยากอะไร เมื่อมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายกันใกล้จะถึงดังที่กล่าวตามข้อ และ แล้ว ก็สามารถป้องกันตนเองได้ ตามแต่สถานการณ์
/>
/>๔. การกระทำเพื่อป้องกันตัว ต้องสมควรแก่เหตุ กล่าวคือ แม้กฎหมายจะให้สิทธิแก่ประชา ชนผู้ประสบอันตรายป้องกันตนเองได้ แต่ก็ไม่ได้ให้เสียจนหาขอบเขตไม่ได้ จนกลายเป็นการป้องกันผสมกับความโกรธแค้น บันดาลโทสะ หรือสะใจ หากกระทำไปเกินสมควรแก่เหตุก็จะมีโทษตามกฎหมาย แต่ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ได้
/>
/>ตัวอย่างการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ
/>- ผู้เสียหายใช้สนับมือชกต่อยจำเลย และจะชกซ้ำอีก จำเลยใช้มีดแทงสวนไป (ฎีกาที่๙๓๐๘/๒๕๔๖)
/>- ผู้ตายจะใช้มีดฟันจำเลย จำเลยใช้มีดฟันผู้ตาย (ฎีกาที่๘๘๗๙/๒๕๔๒ )
/>- ผู้ตายพกปืนเข้าไปทำอนาจารภรรยาจำเลย จำเลยเข้าแย่งปืนแล้วยิงผู้ตาย (ฎีกาที่๘๐๘/๒๕๔๐)
/>- ฎีกาที่๓๔๗๕/๒๕๓๒ ผู้เสียหายเข้าไปในบ้านจำเลยและยิงปืน นัด และแสดงอาการจะทำร้ายจำเลย จำเลยใช้ปืนยิงไป นัด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายล้มลงหรือจะหยุดการคุกคามเมื่อใด และผู้เสียหายยังสามารถหลบหนีออกไปจากบ้านของจำเลยได้ เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำไปเพื่อป้องกันตน และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่มีความผิด
/>- ๖๑๕/๒๕๐๓ ผู้ตายล่ำใหญ่กว่าจำเลยและประพฤติผิดศีลธรรมต่อนางสาวสมจิตรบุตรเลี้ยงของจำเลยขึ้นก่อน เมื่อเกิดต่อว่ากันขึ้นแล้ว ผู้ตายแทงจำเลยก่อน และเมื่อกอดปล้ำกัน แล้วจำเลยดิ้นไม่หลุด จำเลยจึงต้องแทงผู้ตายไปบ้างเป็นการป้องกันตัว อาวุธของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างเดียวกัน บาดแผลก็ขนาดเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุ
/>
/>ตัวอย่างการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
/>- ผู้ตายไม่มีอาวุธเข้าทำร้ายจำเลย จำเลยใช้เหล็กขูดชาฟท์แทงผู้ตายที่หน้าอก (ฎีกาที่๒๓๕๓/๒๕๓๐)
/>- ผู้ตายด่าและท้าทายให้จำเลยออกมาต่อสู้กันแล้วเข้ากระชากคอเสื้อจำเลย จำเลยใช้มีดขนาดใหญ่มีความยาวทั้งคมมีดและด้าม ฟุต แทงที่ลำตัวผู้ตาย แผล (ฎีกาที่๕๑๘๘/๒๕๔๐ )
/>- ผู้ตายเมาสุรามากจนครองสติไม่ได้เข้ากอดจูบกอดปล้ำจำเลย ขณะนั้นจำเลยแต่งกายใส่กางเกงเรียบร้อย การกระทำของผู้ตายไม่ถึงขั้นจะข่มขืนกระทำชำเราจำเลย กรณียังไม่พอถือว่าเป็นภยันตรายที่จะใกล้จะถึงสำหรับการจะถูกข่มขืนกระทำชำเรา คงเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงเฉพาะที่ผู้ตายกระทำอนาจารเท่านั้น ขณะนั้นผู้ตายเมาสุรามากจนแทบจะครองสติไม่ได้จำเลยอาจกระทำการใดเพื่อป้องกันโดยไม่จำต้องให้ผู้ตายถึงตายก็ได้ การที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายในที่สำคัญจนผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ (ฎีกาที่ ๒๐๐๑/๒๕๓๐)
/>
/>เครดิต  https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=372400742878749&id=359154737536683
ใจเท่านั้นที่แลกใจได้...

ออฟไลน์ รัตตรา เต็มพลัง

  • นายอำเภอ
  • จอมยุทธ
  • *****
  • กระทู้: 1,709
  • มือถือ 21491911 59591911
ดีครับอ่านยาวเลย...ขอบคุณในข้อมูลดีๆครับ

/>"จงคิดว่า มีใคร ได้มองอยู่...เฝ้ามองดู ตัวเรา อย่างเฝ้าจ้อง
/>ทำสิ่งใด รู้ได้ สายตามอง...อย่างน้อยต้อง รู้ละอาย ในหมายทำ"

 


Facebook Comments